





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอัลบะรออ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านได้กล่าวเกี่ยวกับชาวอันศอร ว่า "ไม่มีผู้ใดรักพวกเขา นอกจากผู้ศรัทธา และไม่มีผู้ใดเกลียดชังพวกเขา นอกจากผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) ผู้ใดรักพวกเขา อัลลอฮ์ก็จะรักเขา และผู้ใดเกลียดชังพวกเขา อัลลอฮ์ก็จะเกลียดชังเขา"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่า การรักชาวอันศอรที่เป็นชาวเมืองมะดีนะฮ์นั้นเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของการศรัทธา เนื่องด้วยพวกเขาเป็นผู้ที่นำหน้าในการช่วยเหลือศาสนาอิสลามและท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พยายามช่วยเหลือให้ที่พักพิงแก่บรรดามุสลิม และทุ่มเททรัพย์สินและชีวิตของพวกเขาในหนทางของอัลลฮ์ และการเกลียดชังพวกเขานั้นเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงความกลับกลอก (นิฟาก) จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้บอกต่อว่า ผู้ใดที่รักชาวอันศอร อัลลอฮ์ก็จะทรงรักเขา และผู้ใดที่เกลียดชังพวกเขา อัลลอฮ์ก็จะทรงเกลียดชังเขา
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “จงพยายามทำให้ใกล้เคียงกับความถูกต้องมากที่สุดและทำให้ตรงเถิด และจงรู้ไว้ว่าไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าจะรอดพ้น(จากการลงโทษของพระเจ้า)ด้วยการงานของพวกเขา” พวกเขากล่าวว่า “โอ้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แม้กระทั่งท่านกระนั้นหรือ?” ท่านนบีกล่าวว่า: “ฉันก็เช่นกัน เว้นแต่พระเจ้าจะประทานความเมตตาและความกรุณาแก่ฉัน”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรียกร้องให้บรรดาสาวกทำงานและเกรงกลัวพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ โดยไม่เลยเถิดและบกพร่อง และตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องโดยบริสุทธิ์ใจต่อพระเจ้าและปฏิบัติตามซุนนะฮ์ เพื่อให้การงานของพวกเขาจะได้รับการยอมรับ จะเป็นเหตุให้ความเมตตาลงมาสู่พวกเขา แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่พวกเขาว่าไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าจะรอดพ้น(จากการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า)ได้ด้วยเพียงการงานของเขาเท่านั้น แต่ต้องด้วยความเมตตาของอัลลอฮ์ พวกเขากล่าวว่า แม้แต่ท่าน โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ การงานของท่านก็ไม่อาจช่วยให้รอดพ้นได้ ทั้งที่การงานของท่านนั้นยิ่งใหญ่? ท่านตอบว่า : แม้กระทั่งฉัน เว้นเสียแต่ว่า พระเจ้าจะทรงคุ้มครองฉันด้วยความเมตตาของพระองค์
จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ไม่มีศาสดาท่านใดที่อัลลอฮ์ได้ส่งมายังกลุ่มชนหนึ่งก่อนหน้าฉัน เว้นแต่จะมีสำหรับเขาซึ่งจากกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างใกล้ชิดและบรรดาสาวก พวกเขาจะยึดตามแนวทางของเขา และพวกเขาจะทำตามคำสั่งของเขา แล้วจะมีผู้สืบทอดภายหลังจากพวกเขาจะพูดในสิ่งที่พวกเขาไม่กระทำ และพวกเขาจะทำในสิ่งที่เขาไม่ได้ถูกบัญชา ดังนั้นผู้ใดที่ต่อสู้พวกเขาด้วยมือของเขา เขาก็จะเป็นผู้ศรัทธา และผู้ใดที่ต่อสู้พวกเขาด้วยลิ้นของเขา เขาก็จะเป็นผู้ศรัทธาและผู้ใดที่ต่อสู้พวกเขาด้วยใจของเขา เขาก็จะเป็นผู้ศรัทธา และนอกเหนือจากนั้นแล้ว ถือว่าไม่มีการศรัทธาอีกแล้วแม้เท่าเมล็ดมัสตาร์ด"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่าไม่มีศาสดาท่านใดที่พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งไปยังประชาชาติก่อนหน้าเขา เว้นแต่เขามีผู้คนที่บริสุทธิ์จากประชาชาติของเขา เป็นผู้สนับสนุน และดิ้นรนต่อสู้ในหนทางของเขาอย่างจริงใจ ซึ่งเหมาะสมกับตำแหน่งคอลีฟะฮ์ที่ตามหลังเขา พวกเขาปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของเขาและปฏิบัติตามคำสั่งของเขา จากนั้นหลังจากบรรดาผู้ชอบธรรมก่อนหน้านั้น จะมีกลุ่มคนที่ไม่มีความดีเข้ามา พวกเขาจะพูดในสิ่งที่พวกเขาไม่ทำ และทำในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้รับคำสั่งให้ทำ ผู้ใดต่อสู้กับพวกเขาด้วยมือของเขาคือผู้ศรัทธา ผู้ใดต่อสู้กับพวกเขาด้วยลิ้นของเขาคือผู้ศรัทธา และผู้ใดต่อสู้กับพวกเขาด้วยใจของเขาคือผู้ศรัทธา และนอกเหนือจากนั้นแล้ว ถือว่าไม่มีการศรัทธาอีกแล้วแม้เท่าเมล็ดมัสตาร์ด
จาก ญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ฉันได้ถูกมอบให้ 5 ประการ ซึ่งไม่มีใครได้รับมาก่อนฉัน ฉันถูกให้ได้รับชัยชนะด้วยระยะทาง 1 เดือน และแผ่นดินนี้ได้ถูกทำให้เป็นสถานที่ละหมาดและบริสุทธิ์สำหรับฉัน ดังนั้นผู้ใดในหมู่ประชาชาติของฉัน เมื่อได้ถึงเวลาละหมาดแก่เขา ก็ให้เขาละหมาดเถิด และทรัพย์เชลยที่ได้มานั้นเป็นที่อนุญาติสำหรับฉัน ซึ่งมันเป็นที่ต้องห้ามต่อผู้คนก่อนหน้าฉัน และฉันได้ถูกมอบสิทธิในการไถ่โทษ(ชะฟาอะฮ์) และศาสดาคนหนึ่งได้ถูกส่งไปยังประชาชาติของเขาโดยเฉพาะ และฉันถูกส่งมายังมนุษยชาติทั้งมวล"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่าพระผู้เป็นเจ้าประทานคุณสมบัติห้าประการแก่เขาซึ่งไม่มีศาสดาคนใดก่อนหน้าเขาเคยได้รับมัน ประการแรก: ฉันได้รับชัยชนะด้วยความหวาดกลัวที่จะเข้าไปในหัวใจของศัตรู แม้ว่าจะมีระยะการเดินทางระหว่างฉันและพวกเขาเป็นเวลาหนึ่งเดือนก็ตาม ประการที่สอง: พื้นดินถูกสร้างให้แก่เราเป็นดั่งมัสยิดเพื่อให้เราละหมาดได้ทุกที่ และชำระตัวเราให้บริสุทธิ์ด้วยฝุ่นเมื่อไม่มีน้ำ ประการที่สาม: ทรัพย์เชลยที่ได้มาจากสงครามเป็นที่อนุญาตสำหรับเรา เมื่อใดที่ชาวมุสลิมทำสงครามกับพวกนอกรีต ประการที่สี่: ฉันได้รับการให้ไถ่โทษ(ชะฟาอะฮ์) ครั้งใหญ่ที่สุดในการช่วยเหลือผู้คนจากสถานการณ์ที่น่าสยดสยองในวันฟื้นคืนชีพ ประการที่ห้า: ฉันถูกส่งไปยังสรรพสิ่งโลกทั้งมนุษย์และญิน ไม่เหมือนบรรดานบีก่อนหน้าเขาที่ถูกส่งไปยังกลุ่มชนของพวกเขาเท่านั้น
จากหาริษะฮ์ บิน วะฮ์บิน อัล-คูซาอีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ฉันจะบอกให้พวกเจ้าทราบเอาไหมว่า ชาวสวรรค์นั้นคือพวกใด? คือคนที่อ่อนแอถ่อมตัว (สภาพทางดุนยาของเขาขาดแคลน ผู้คนดูถูกเหยียดหยามเขา) ถ้าหากเขาสาบานต่ออัลลอฮ์ พระองค์จะทรงให้เป็นไปตามที่เขาสาบาน ฉันจะบอกให้พวกเจ้าทราบเอาไหมว่า ชาวนรกนั้นคือพวกใด? คือคนที่หยาบคาย จองหอง ลำพองตน
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เล่าถึงลักษณะบางอย่างของชาวสวรรค์และชาวนรก ชาวสวรรค์ส่วนใหญ่เป็น: “ผู้อ่อนแอและถ่อมตัว” นั่นคือ ถ่อมตัวและยอมจำนนต่อพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ถ่อมตนต่อพระองค์ จนถึงจุดที่บางคนดูถูกเขาและดูหมิ่นเขา และคนที่ยอมจำนนต่อพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ถ้าเขาให้คำสาบานโดยใช่พระนามของพระเจ้า โดยหวังในพระคุณของพระองค์ พระองค์จะทรงทำให้เขาปฏิบัติตามคำสาบาน และทำให้สิ่งที่เขาสาบานนั้นเป็นจริง และจะตอบสนองคำขอและคำอธิษฐานของเขา ชาวนรกส่วนใหญ่เป็น: ผู้ที่ “หยาบคายเลวทราม” ซึ่งหยาบคาย รุนแรง และชอบทะเลาะวิวาทกันมาก หรือคนลามกอนาจารที่ไม่ยอมสยบต่อความดี “ผู้หยิ่งจองหอง” ซึ่งหยิ่ง หงุดหงิด ผู้ที่มีร่างกายใหญ่โต หยิ่งผยองในการเดิน มีนิสัยไม่ดี "หยิ่งยะโส" ในการปฏิเสธความจริงและดูหมิ่นผู้อื่น
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พระเจ้าผู้ทรงอำนาจตรัสว่า ข้าอยู่กับความนึกคิดของบ่าว และข้าอยู่กับเขาเมื่อเขารำลึกถึงข้า เมื่อใดที่เขารำลึกถึงข้าในจิตใจของเขา ข้าก็จะรำลึกถึงเขาในตัวข้า และเมื่อเขากล่าวถึงข้าแก่ผู้ที่มีตำแหน่งที่สูงส่ง ข้าก็จะกล่าวเอ่ยถึงเขาแก่ผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่งยิ่งกว่า และหากแม้นว่า เขาเข้าใกล้ข้ามาคืบหนึ่ง แน่นอนข้าจะเข้าใกล้เขาศอกหนึ่ง และหากเขาเข้าใกล้ข้ามาศอกหนึ่ง ข้าก็จะเข้าใกล้เขาวาหนึ่ง และถ้าเขาเข้ามาหาข้าด้วยการเดิน ข้าก็จะเข้าใกล้เขาด้วยการวิ่ง”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่าพระเจ้าผู้ทรงอำนาจตรัสไว้ในหะดีษอันศักดิ์สิทธิ์ว่า: ข้าอยู่กับความนึกคิดของบ่าวที่มีต่อข้า ดังนั้นข้าจึงปฏิบัติต่อบ่าวของข้าตามความนึกคิดของเขาที่มีต่อข้า ซึ่งก็คือด้วยความหวังและความปรารถนาในความเมตตา และข้าก็ทำกับเขาตามที่เขาคาดหวังจากข้า ไม่ว่าดีหรืออย่างอื่นก็ตาม ข้าอยู่กับเขาด้วยความเมตตา ความช่วยเหลือ การนำทาง การเอาใจใส่ และการสนับสนุน หากเขานึกถึงข้า ถ้าเขานึกถึงข้า ตอนเขาอยู่คนเดียว ด้วยการกล่าว "ซุบฮานัลลอฮ์" และ "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์" หรืออื่นๆ ข้าจะนึกถึงเขาด้วยตัวข้า และถ้าเขารำลึกถึงข้าในกลุ่ม ข้าก็รำลึกถึงเขาในกลุ่มที่มากและดีกว่าพวกเขา ผู้ใดเข้ามาใกล้พระเจ้าคืบหนึ่ง พระเจ้าจะทรงเพิ่มแก่เขาโดยเข้าใกล้เขาหนึ่งศอก ถ้าเขาใกล้ชิดพระองค์หนึ่งศอก พระองค์ก็จะใกล้ชิดเขาหนึ่งวา และถ้าเขามาหาพระเจ้าโดยการเดิน พระเจ้าจะวิ่งเหยาะๆ มาหาเขา หากบ่าวเข้าใกล้พระเจ้าของเขาโดยการเชื่อฟังและหันกลับมาหาพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงอำนาจก็จะเพิ่มความใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้นเพื่อเป็นรางวัลสำหรับการกระทำของเขา ยิ่งบ่าวผู้ศรัทธาเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺอย่างสมบูรณ์ พระองค์ก็จะเข้าใกล้เขา รางวัลและการตอบแทนของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่กว่างานและความเหน็ดเหนื่อยของบ่าว สรุปคือคือผลบุญของพระเจ้ามีขนาดที่เหนือกว่าการงานของบ่าวทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ผู้ศรัทธา จะคิดดี ขยันทำงาน เร่งรีบและเพิ่มพูนในการประกอบการดี จนกระทั่งเขาได้พบกับพระเจ้า
จาก ฏอลหะฮ์ บิน อุบัยดิลลาฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : “ชายคนหนึ่งเป็นชาวนัจด์ มาหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยผมที่ยุ่งเหยิง พวกเราได้ยินเสียงของเขา แต่เราไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด จนกระทั่งเขาเข้าไปหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นเขาก็ถามเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ดังนั้นท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ละหมาดห้าเวลาในวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง" เขาถามว่า “ฉันจำเป็นต้องทำสิ่งอื่นนอกจากการละหมาดนั้นอีกหรือไหม?” ท่านตอบว่า “ไม่มีแล้ว นอกจากเจ้าจะละหมาดซุนนะฮ์ด้วยความสมัครใจ และถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน” เขาถามว่า “มีการถือศีลอดอื่นอีกหรือไม่?” ท่านตอบว่า “ไม่มีแล้ว นอกจากท่านจะถือศีลอดด้วยความสมัครใจ” และท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่ชายคนนั้นว่า “และการจ่ายซะกาต” เขาถามว่า “มีการจ่ายซะกาตอย่างอื่นอีกไหม?” ท่านตอบว่า “ไม่มี นอกจากเป็นสิ่งที่ท่านจะบริจาคทานด้วยความสมัครใจ” หลังจากนั้นชายคนนั้นก็กลับบ้านและกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะไม่ทำอะไรเป็นการเพิ่มมากกว่านี้ และฉันจะไม่ลดให้น้อยกว่านี้” ดังนั้นท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "เขาจะประสบความสำเร็จ หากเขามีความสัตย์จริง"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมชายคนหนึ่งเป็นชาวนัจด์มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮวะสัลลัม ผมของเขายุ่งเหยิงและเขาพูดเสียงดัง และคำพูดของเขาไม่เป็นที่เข้าใจ จนกระทั่งเขาเข้าไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮวะสัลลัม และถามเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นภาคบังคับต่างๆ ของศาสนาอิสลาม? ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เริ่มด้วยเรื่องละหมาด และบอกเขาว่าอัลลอฮ์ทรงบัญญัติให้ต้องละหมาดห้าเวลาในทุกวันและทุกคืน เขาถามว่า: ฉันจำเป็นต้องละหมาดอื่น ๆ นอกเหนือจากห้าเวลานี้อีกหรือไม่? ท่านตอบว่า: ไม่มี นอกจากเจ้าจะทำการละหมาดซุนนะฮ์ต่างๆ ด้วยความสมัครใจ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญญัติไว้เหนือเจ้าคือการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน ชายคนนั้นถามว่า: ฉันจำเป็นต้องถือศีลอดอื่นๆ นอกเหนือจากการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนอีกหรือไม่? ท่านตอบว่า: ไม่มี นอกจากเจ้าจะถือศีลอดซุนนะฮ์ต่างๆ ด้วยความสมัครใจ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงการจ่ายซะกาตแก่ชายคนนั้น ชายคนนั้นกล่าวว่า :ฉันจำเป็นต้องทำการบริจาคทานอื่นๆ นอกเหนือจากการจ่ายซะกาตที่เป็นฟัรฎูนี้อีกหรือไม่? ท่านตอบว่า: ไม่มี นอกจากเจ้าจะทำทานด้วยความสมัครใจ หลังจากที่ชายคนนั้นได้รับฟังสิ่งที่เป็นภาคปฏิบัติที่เป็นภาคบังคับจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้ว จากนั้นเขาก็หันหลังกลับไปและทำการสาบานต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ว่าเขาจะยึดมั่นปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นโดยจะไม่มีการเพิ่มให้มากกว่านี้และไม่ลดให้น้อยกว่านี้ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : หากชายคนนั้นสัตย์จริงในสิ่งที่เขาได้สาบานไว้ แน่นอนเขาก็จะอยู่ในหมู่ผู้ประสบความสำเร็จ
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "วันที่ดีที่สุดที่ดวงอาทิตย์ขึ้นคือวันศุกร์ ในวันนั้นอาดัมถูกสร้างขึ้น ถูกนำเข้าสู่สวรรค์ และในวันศุกร์เขาถูกขับออกจากสวรรค์ และวันกิยามะฮ์จะไม่เกิดขึ้น นอกจากในวันศุกร์"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่า แท้จริงวันที่ดีที่สุดที่ดวงอาทิตย์ขึ้นคือ วันศุกร์ ลักษณะพิเศษของวันศุกร์คือ อัลลอฮ์ทรงสร้างอาดัม อะลัยฮิสสลาม ในวันนั้น และในวันนั้นพระองค์ทรงให้เขาเข้าสวรรค์ และในวันนั้นพระองค์ทรงขับเขาออกจากสวรรค์ และส่งเขาลงมายังแผ่นดิน และวันกิยามะฮ์จะไม่มาถึงเว้นแต่ในวันศุกร์
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "บ่าวคนหนึ่งจะไม่ปิดบัง(การงานที่ไม่ดีของ)บ่าวอีกคน เว้นแต่อัลลอฮ์ได้ปิดบังความชั่วของเขาในวันกิยามะฮ์"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า ไม่มีมุสลิมคนใดที่ปกปิดพี่น้องมุสลิมของเขาไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ยกเว้นว่าพระเจ้าผู้ทรงอำนาจจะคุ้มครองเขาในวันฟื้นคืนชีพ เพราะการตอบแทนนั้นเป็นประเภทเดียวกับงานที่กระทำ และการปกปิดของพระเจ้าสำหรับเขาคือการปกปิดข้อบกพร่องและบาปของเขาไม่ให้เผยแพร่ไปยังผู้คนที่มาชุมนุม หรืออาจเป็นโดยการละเว้นจากการถือว่าเขาต้องรับผิดชอบต่อพวกเขาและเอ่ยถึงพวกเขาให้เขาฟัง