





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอบู ฮูรัยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การทดสอบจะดำเนินต่อไปสำหรับผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงในชีวิตของเขา ลูกๆ ของเขา และทรัพย์สินของเขา จนกว่าเขาจะพบกับอัลลอฮ์ โดยไม่มีบาปใดๆ เกิดขึ้นกับเขา”
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า การทดสอบและความยากลำบากไม่ห่างไกลจากผู้ศรัทธา ทั้งในเรื่องสุขภาพและร่างกายของเขา รวมถึงลูกหลานที่อาจเผชิญกับโรคภัยหรือการตาย การกระทำผิดหรือสิ่งอื่น ๆ และในทรัพย์สิน เช่น การขาดแคลน การสูญเสียธุรกิจ การโจรกรรม การขาดแคลนทรัพย์สิน และการขาดแคลนรายได้ ความทุกข์เหล่านี้จะช่วยชำระบาปและความผิดพลาดทั้งหมดของเขา จนกระทั่งเมื่อเขาเผชิญหน้ากับอัลลอฮ์ เขาจะเป็นผู้บริสุทธิ์จากบาปและความผิดทั้งปวงที่เขาเคยกระทำ
จากหุซัยฟะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกท่านจงอย่ากล่าวคำว่า: “มาชาอัลลอฮ์ วะชาอะ ฟุลาน” (เป็นความประสงค์ของอัลลอฮ์และความประสงค์ของคนนั้น) แต่จงกล่าวว่า “มาชาอัลลอฮ์ ษุมมะ มาชาอะ ฟุลาน” (มันเป็นความประสงค์ของอัลลอฮ์จากนั้นเป็นความประสงค์ของคนนั้น)"
บันทึกโดย อบูดาวูด อันนะซาอีย์ในหนังสืออัลกุบรอ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่อนุญาตให้มุสลิมพูดในคำพูดของเขาว่า: "เป็นความประสงค์ของอัลลอฮ์และความประสงค์ของคนนั้น" หรือกล่าวว่า"เป็นความประสงค์ของอัลลอฮ์และของบุคคลนั้น" เพราะความประสงค์ของอัลลอฮ์และความต้องการของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่สมบูรณ์และไม่มีใครมีส่วนร่วมในความประสงค์ของพระองค์แม้แต่คนเดียว การใช้ตัวอักษร "วาว(و)" บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมของบุคคลนั้นกับอัลลอฮ์และเป็นการทำให้สถานะของอัลลอฮ์กับบุคคลนั้นอยู่ในระดับเดียวกัน แต่จงกล่าวว่า"เป็นความประสงค์ของอัลลอฮ์ หลังจากนั้นเป็นความประสงค์ของบุคคลนั้น" ดังนั้นเขาทำให้ความประสงค์ของผู้เป็นบ่าวอยู่ภายใต้พระประสงค์ของอัลลอฮ์ โดยใช้คำว่า: "หลังจากนั้น" แทนที่จะเป็น "และ" เพราะคำว่า "หลังจากนั้น" หมายถึงหลังจากนั้นและทีหลัง ล่าช้า
จากอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงพวกเจ้าจะปฏิบัติตาม (เลียนแบบ) แนวทางของประชาชาติที่มาก่อนพวกเจ้า คืบต่อคืบ ศอกต่อศอก จนกระทั่ง หากพวกเขาเข้าไปในรู้แย้ พวกเจ้าก็จะตามเข้าไปในนั้นด้วยอย่างแน่นอน" บรรดาเศาะฮาบะฮ์ถามว่า "โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ พวกเขาคือยิวและคริสเตียนใช่ใหม?" ท่านตอบว่า "แล้วจะเป็นใครอีก?"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เล่าถึงสภาพที่จะเกิดขึ้นกับประชาชาติของท่านบางกลุ่มหลังยุคของท่าน กล่าวคือ การปฏิบัติตามแนวทางของชาวยิวและคริสเตียน ทั้งในด้านความเชื่อ การกระทำ จารีตและประเพณีของพวกเขา ด้วยการปฏิบัติตามอย่างละเอียดคืบต่อคืบ ศอกต่อศอก จนกระทั่ง หากพวกเขาเข้าไปในรูแย้ พวกเขาก็จะตามหลังพวกมันเข้าไป
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดเชิญชวนไปสู่ทางนำ เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับผลบุญของผู้ที่กระทำตามเขา โดยที่ผลบุญของพวกเขานั้นจะไม่ลดน้อยลงแต่ประการใด และผู้ใดที่เชิญชวนไปสู่การหลงผิด เขาจะได้รับบาปเท่ากับบาปของผู้ที่กระทำตามเขา โดยบาปของพวกเขานั้นจะไม่ได้ลดน้อยลงแต่ประการใด”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ใครก็ตามที่ชี้แนะ ชี้ทาง และตักเตือนผู้คนให้ไปสู่หนทางแห่งสัจธรรมและความดี ทั้งทางการพูดหรือการกระทำ เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ปฏิบัติตามเขาโดยไม่ลดผลบุญของผู้ตามแม้แต่น้อย และผู้ใดชี้แนะและชี้นำผู้คนให้ไปสู่หนทางแห่งความเท็จและความชั่วซึ่งที่เป็นบาปและอธรรมหรือสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะด้วยทางการพูดหรือการกระทำ เขาจะได้รับบาปเท่ากับบาปของผู้ที่ปฏิบัติตามเขาโดยไม่ลดบาปของผู้ตามแม้แต่น้อย
จากอับดุลลอฮ์ บินมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “เรื่องลางร้ายเป็นการตั้งภาคี เรื่องลางร้ายเป็นการตั้งภาคี เรื่องลางร้ายเป็นการตั้งภาคี (สามครั้ง) และไม่มีใครในหมู่พวกเราที่ไม่คิดขึ้นในใจเกี่ยวกับเรื่องลางร้าย แต่ว่าอัลลอฮ์ทรงทำให้มันหายไปด้วยกับการมอบหมาย”
บันทึกโดย อบูดาวูด อัต-ติรมิซีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เตือนให้ระวังเกี่ยวกับลางร้าย คือการมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับทุกสิ่งที่ได้ยินหรือเห็นมา ไม่ว่าจะเป็นนก สัตว์ คนพิการ ตัวเลข วัน หรือสิ่งอื่นๆ การที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงนกในหะดีษบทนี้นั้น เพราะเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยญาฮิลียะห์ และที่มาของเรื่องที่เกี่ยวกับนกคือพวกเขาจะปล่อยนกเมื่อจะมีการเริ่มกระทำการใดๆ เช่น การเดินทาง การค้าขาย หรือสิ่งอื่นๆ ถ้ามันบินไปทางขวาเขาจะมองในทางที่ดีและเขาก็จะทำตามสิ่งที่ต้องการ และถ้ามันบินไปทางซ้าย เขาจะมองเป็นลางร้ายและจะหยุดทำสิ่งที่ต้องการ และท่านบอกว่ามันเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แท้จริงการมองโลกในแง่ร้ายถือเป็นการตั้งภาคี เพราะไม่มีใครนำความดีมาให้นอกจากอัลลอฮ์ และไม่มีผู้ใดขับไล่ความชั่วได้ นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่าการมองโลกในแง่ร้ายอาจเกิดขึ้นในใจของมุสลิม แต่จำเป็นสำหรับเขาต้องขจัดมันออกไปด้วยการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ควบคู่ไปกับการกระทำบนหลักของเหตุผล
จากอับดุลลอฮ์ บิน อัชชีคคีร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า ฉันได้ร่วมคณะกับชนเผ่าอามิรไปหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วเรากล่าวว่า ท่านเป็นเจ้านายของเรา ท่านเราะซูลกล่าวสวนกลับว่า "เจ้านายที่แท้จริงคืออัลลอฮ์" เราเลยกล่าวว่า ท่านเป็นผู้ประเสริฐและยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่พวกเรา ท่านจึงกล่าวว่า "พวกเจ้าจงกล่าวคำพูดของพวกเจ้าหรือส่วนหนึ่งของมันตามปกติ และอย่าได้ให้ชัยฏอนชักจูงพวกเจ้า"
บันทึกโดย อบูดาวูด และอะห์มัดมีกลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อพวกเขามาถึง พวกเขาได้กล่าวชมเชยท่านด้วยบางคำพูดที่ท่านนบีไม่ชอบ พวกเขากล่าวว่า "ท่านเป็นเจ้านายของเรา" ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวแก่พวกเขาว่า "เจ้านายที่แท้จริงคืออัลลอฮ์" ซึ่งพระองค์มีอำนาจสมบูรณ์เหนือพวกเขา และพวกเขาทั้งมวลเป็นบ่าวของพระองค์ พวกเขากล่าวว่า ท่านเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกเรา มีฐานะ มีเกียรติ และมีคุณสมบัติที่ดีสูงสุดในหมู่พวกเรา และท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่และสูงส่งที่สุดในหมู่พวกเรา จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้ชี้แนะพวกเขาให้กล่าวคำพูดของพวกเขาตามปกติ อย่าได้เลยเถิดในการใช้คำ และอย่าให้ชัยฎอนชักจูงให้เลยเถิดและเยินยอที่จะนำไปสู่สิ่งต้องห้าม เช่น การตั้งภาคีและสิ่งที่เป็นสื่อนำไปสู่การตั้งภาคี
จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวในเวลาเช้าตรู่ของวันขว้างเสาหินอัลอะเกาะบะฮ์ โดยที่ท่านอยู่บนหลังอูฐ ว่า "จงเก็บก้อนกรวดให้ฉันหน่อย" แล้วฉันก็เก็บก้อนกรวดให้ท่าน 7 เม็ด ซึ่งเป็นก้อนกรวดเพื่อใช้ขว้าง แล้วท่านนบีก็สะบัดก้อนกรวดดังกล่าวไปมาในฝ่ามือของท่าน และกล่าวว่า "ขนาดเท่าเช่นนี้ พวกเจ้าจงขว้าง" จากนั้นท่านกล่าวอีกว่า "โอ้มนุษย์ทั้งหลาย พวกเจ้าจงระวังการเลยเถิดในศาสนา เพราะแท้จริงกลุ่มชนก่อนหน้าพวกเจ้าได้พินาศก็เพราะการเลยเถิดในศาสนา"
บันทึกโดย อิบนุมาญะฮ์ นะซาอีย์ และอะห์มัดอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้เล่าว่า เขาได้อยู่ร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในวันเชือดฮัดย์ เวลาเช้าของการขว้างเสาหินอัลอะเกาะบะฮ์ในช่วงพิธีหัจญ์อำลา แล้วท่านนบีก็ได้สั่งให้เขาเก็บก้อนกรวดเพื่อขว้างเสาหิน เขาก็เก็บให้แก่ท่าน 7 เม็ด แต่ละเม็ดมีขนาดประมาณเมล็ดถั่วลูกไก่หรือถั่วเฮเซลนัท แล้วท่านก็ได้วางก้อนกรวดดังกล่าวในมือของท่าน แล้วก็เขย่า และกล่าวว่า ด้วยขนาดประมาณนี้ พวกเจ้าจงขว้าง หลักจากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เตือนให้ระวังการเลยเถิด การเคร่งครัดจนเกินไป และการล้ำขอบเขตในเรื่องศาสนา เพราะแท้จริง ประชาชาติรุ่นก่อนได้พินาศก็เพราะการล้ำขอบเขต การเลยเถิด และการเคร่งครัดจนเกินไปในเรื่องศาสนา
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ไม่มีโรคระบาด ไม่มีเรื่องลางดีลางร้าย ไม่มีเรื่องลางเกี่ยวกับนกฮูกและเดือนซอฟัร และจงหนีจากคนที่เป็นโรคเรื้อนเหมือนหนีจากสิงโต"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายบางสิ่งบางอย่างที่เป็นการปฏิบัติกันในยุคก่อนอิสลาม เพื่อเตือนให้ห่างไกลจากสิ่งนั้น และเป็นการอธิบายว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮ์ และไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นได้ นอกจากโดยพระบัญชาของพระองค์ และการกำหนดของพระองค์ สิ่งเหล่านั้นมีดังนี้ คือ: ประการที่หนึ่ง: ผู้คนในยุคก่อนอิสลามนั้น พวกเขาจะเชื่อว่าโรคจะเกิดการติดต่อได้ด้วยตัวของมันเอง ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงห้ามไม่ให้เชื่อว่าโรคจะทำให้เกิดการติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งด้วยตัวของมันเอง เพราะอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้จัดการในจักรวาลนี้ พระองค์คือผู้ทรงทำให้โรคลงมาและทรงกำจัดมัน และโรคนั้นจะไม่เกิดขึ้นเว้นแต่โดยพระประสงค์และการกำหนดของพระองค์เท่านั้น ประการที่สอง: ผู้คนในยุคก่อนอิสลาม เวลาพวกเขาจะออกเดินทางหรือทำการค้าขาย พวกเขาจะปล่อยนกออกไป หากนกบินไปทางขวา พวกเขาจะดีใจ และหากนกบินไปทางซ้าย พวกเขาจะถือเป็นลางร้ายและจะเบือนหน้าหนี ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามไม่ให้เชื่อในเรื่องลางต่างๆ ด้วยการใช้นก และท่านได้อธิบายว่า การเชื่อในลักษณะนั้น เป็นการเชื่อที่ผิด ประการที่สาม: ผู้คนในยุคก่อนอิสลาม มักจะกล่าวว่า: หากนกฮูกมาเกาะที่บ้านใครแสดงว่า ภัยพิบัติจะเกิดกับผู้ที่อาศัยในบ้านหลังนั้น ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงห้ามความเชื่อเกี่ยวกับลางร้ายในรูปแบบนี้ ประการที่สี่: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามไม่ให้เชื่อในเรื่องลางที่เกี่ยวกับเดือนซอฟัร ซึ่งเป็นเดือนที่สองของปฏิทินจันทรคติ ในบางทัศนะกล่าวว่าซอฟัรนั้น คือ งูตัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในท้อง ซึ่งจะแพร่ระบาดในหมู่ปศุสัตว์และมนุษย์ พวกเขาเชื่อว่ามันเป็นโรคติดต่อได้ง่ายกว่าโรคหิด ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงปฏิเสธความเชื่อแบบนี้ ประการที่ห้า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม ใช้ให้ออกห่างจากผู้ที่เป็นโรคเรื้อนเหมือนอย่างคนๆ หนึ่งที่จะอยู่ห่างจากสิงโต ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันตนเองและแสวงหาความปลอดภัย และให้อยู่ในกรอบของเหตุผลที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และโรคเรื้อนนั้น คือ โรคที่กัดกินอวัยวะต่างๆ ของมนุษย์
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่มีการแพร่เชื้อโรค (หรือไม่ต้องกลัวการติดเชื้อ) ไม่มีความเชื่อในลางร้าย และฉันชอบ อัลฟะล์" พวกเขาถามว่า แล้ว อัลฟะล์ คืออะไร? ท่านตอบว่า: "คำพูดที่ดี"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บอกให้ทราบว่า การเชื่อในเรื่องการแพร่เชื้อโรคที่คนในยุคก่อนอิสลามเชื่อว่าโรคนั้นสามารถแพร่ไปยังอีกคนหนึ่งด้วยตัวของมันเอง โดยปราศจากการกำหนดลิขิตของอัลลอฮ์นั้น เป็นความเชื่อที่ผิด และการเชื่อในลางร้ายเป็นความเชื่อที่ผิด ซึ่งหมายถึง การรู้สึกไม่ดีหรือการรู้สึกโชคร้ายจากสิ่งต่างๆ ที่ได้ยินหรือได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นนก สัตว์ ผู้ที่มีความพิการ ตัวเลข วันเวลา หรือสิ่งอื่น ๆ การที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงนกในหะดีษบทนี้นั้น เพราะเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยก่อนอิสลาม และที่มาของเรื่องคือ พวกเขาจะปล่อยนกเมื่อจะเริ่มกระทำการใดๆ เช่น การเดินทาง การค้าขาย หรือสิ่งอื่นๆ หากนกบินไปทางขวาจะถือว่าเป็นลางดีและดำเนินการตามแผนที่ตั้งใจไว้ และหากมันบินไปทางซ้ายจะถือว่าเป็นลางร้ายและหยุดการกระทำสิ่งนั้น จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้แจ้งว่า ท่านชอบ อัลฟะล์ ซึ่งหมายถึงความรู้สึกดีๆ หรือความสุขที่เกิดจากการได้ยินคำพูดดีๆ ซึ่งทำให้คนมีความหวังดีและมีความเชื่อที่ดีต่อพระเจ้า