





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด ได้กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ผู้เคร่งครัดเกินขอบเขตในเรื่องศาสนา ได้พินาศย่อยยับแล้ว" ท่านกล่าวซ้ำ 3 ครั้ง
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ให้คำชี้แจงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นทั้งทางศาสนาและทางโลก อันเนื่องจากความเคร่งครัดเกินขอบเขต ทั้งคำพูดและการกระทำ ที่เกินเลยขอบเขตที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนไว้
จากอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ผู้ใดที่ประวิงเวลาให้กับลูกหนี้ที่ขัดสนหรือยกหนี้ให้แก่เขา อัลลอฮ์จะทรงให้เขาอยู่ใต้ร่มเงาบัลลังก์ของพระองค์ในวันฟื้นคืนชีพ ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีร่มเงาใดนอกจากร่มเงาของพระองค์”
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า ผู้ใดที่ประวิงเวลาให้กับลูกหนี้หรือยกหนี้ให้แก่เขา ผลตอบแทนของมันคือ อัลลอฮ์จะทรงให้เขาอยู่ใต้ร่มเงาบังลังก์ของพระองค์ในวันฟื้นคืนชีพ ซึ่งเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะเข้าใกล้ศรีษะของบรรดาบ่าวทุกคน และทำให้พวกเขาต้องได้รับความร้อนอย่างรุนแรง ดังนั้นไม่มีผู้ใดที่จะได้รับร่มเงา นอกจากผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้ร่มเงาแก่เขาเท่านั้น
จากอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ผู้ใดที่อัลลอฮ์ประสงค์ให้เขาได้รับความดี พระองค์ก็จะทรงทดสอบเขา"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า แท้จริงหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์จะให้ความดีแก่คนหนึ่งคนใดหมูบ่าวของพระองค์ที่ศรัทธา แน่นอนพระองค์จะทรงทดสอบเขาในเรื่องชีวิต ทรัพย์สิน และคนในครอบครัวของเขา เพราะในการทดสอบนั้นจะทำให้ผู้ศรัทธากลับเข้าหาอัลลอฮ์ ตะอาลา ด้วยการขอดุอาอ์ การลบล้างความชั่ว และการยกระดับให้สูงขึ้น
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "จงปล่อยฉันกับสิ่งที่ฉันทิ้งไว้ให้แก่พวกเจ้า! แท้จริงแล้ว ผู้คนที่มาก่อนพวกเจ้าได้ประสบกับความหายนะเนื่องจากคำถามและการโต้เถียงกับศาสนทูตของพวกเขา ดังนั้น ถ้าฉันห้ามบางสิ่งบางอย่าง ก็จงออกห่างจากสิ่งนั้นไป! และถ้าฉันสั่งบางสิ่งบางอย่าง ก็จงทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้!"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงศาสนบัญญัตินั้น แบ่งออกเป็นสามประเภท: สิ่งที่ศาสนาไม่ได้ระบุข้อตัดสินไว้ สิ่งที่ศาสนาห้าม และสิ่งที่ศาสนาสั่งใช้ ประเภทที่หนึ่ง: คือสิ่งที่ศาสนาเงียบเกี่ยวกับมัน ไม่มีหุก่ม(ข้อบังคับใช้)ใด ๆ เกี่ยวกับมัน และหลักการพื้นฐานทางหุก่มที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ นั้น คือ สิ่งเหล่านี้ไม่วาญิบ ส่วนในยุคของท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จำเป็นต้องละเว้นจากการถามถึงสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะกลัวว่าจะมีการประทานหุก่มลงมาเป็นวาญิบหรือเป็นหะรอมเพราะการถามเป็นต้นเหตุ ดังนั้นการที่อัลลอฮ์ไม่กล่าวถึงหุก่มของมันเพื่อแสดงถึงความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อบ่าว แต่หลังจากการเสียชีวิตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไปแล้ว หากคำถามอยู่ในรูปแบบของการขอฟัตวาหรือสอนในสิ่งที่จำเป็นสำหรับเขาในเรื่องศาสนาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่อนุญาตและถือเป็นสิ่งที่ศาสนาสั่งใช้ และหากคำถามอยู่ในรูปแบบของความคลั่งไคล้และความเลยเถิดก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องละเว้นดังเนื้อหาของหะดีษนี้ ทั้งนี้เพราะมันอาจนำไปสู่เหตุการณ์สิ่งที่เคยเกิดกับวงค์วานอิสราเอล เมื่อพวกเขาได้รับคำสั่งให้เชือดวัว โดยหากพวกเขาเชือดวัวตัวใดตัวหนึ่งแล้ว พวกเขาก็เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่ง แต่พวกเขาทำให้เกิดความลำบาก ดังนั้นความลำบากนั้นจึงเกิดขึ้นกับพวกเขา ประการที่สอง: สิ่งที่ต้องห้าม คือสิ่งที่ได้ผลบุญสำหรับผู้ที่ละทิ้งมัน และจะได้รับการลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำมัน ดังนั้นจำเป็นต้องออกห่างจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ประการที่สาม: สิ่งที่ถูกใช้ให้กระทำ คือสิ่งที่ได้ผลบุญสำหรับผู้ที่กระทำมัน และได้รับการลงโทษสำหรับผู้ที่ละทิ้งมัน ดังนั้นจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้นเท่าที่มีความสามารถ
จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา รายงานว่า : จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม รายงานจากพระผู้อภิบาลของท่าน ผู้ทรงอำนาจและผู้ทรงเกรียงไกรว่า พระองค์ทรงตรัสว่า “อัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกความดีและความชั่ว แล้วพระองค์ได้ทรงอธิบายสิ่งดังกล่าว ดังนั้นผู้ใดที่ตั้งใจจะทำความดี แต่ไม่ได้ลงมือทำความดีนั้น อัลลอฮ์จะทรงบันทึกมันไว้ที่พระองค์เป็นหนึ่งความดีเต็มๆ และหากเขาตั้งใจจะทำความดี แล้วได้ลงมือทำความดีนั้น อัลลอฮ์จะทรงบันทึกมันไว้ที่พระองค์เป็นความดีสิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่า หรืออีกหลายๆ เท่า และผู้ใดที่ตั้งใจจะทำความชั่ว แต่ไม่ได้ลงมือทำความชั่วนั้น อัลลอฮ์จะทรงบันทึกมันไว้ที่พระองค์เป็นหนึ่งความดีเต็มๆ และหากเขาตั้งใจจะทำความชั่ว แล้วได้ลงมือทำความชั่วนั้น อัลลอฮ์จะทรงบันทึกมันไว้เป็นหนึ่งความชั่ว"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดความดีและความชั่วไว้ จากนั้นพระองค์ได้ทรงอธิบายให้มลาอิกะฮ์ทั้งสองทราบถึงวิธีการจดบันทึกสิ่งนั้น: ดังนั้น ผู้ใดที่ต้องการ ตั้งใจ และมุ่งมั่นที่จะทำความดี ก็จะมีการบันทึกความดีให้แก่เขาหนึ่งความดี แม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงมือทำก็ตาม และถ้าเขาได้ลงมือทำความดีนั้น ก็จะมีการบันทึกความดีให้แก่เขาเป็นสิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่าและเพิ่มทวีคูณกว่านั้นอีกหลายเท่า และการเพิ่มพูนนั้นจะขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ใจที่มีอยู่ในใจ และการขยายประโยชน์ของความดีที่ได้กระทำไป เป็นต้น และผู้ใดที่ต้องการ ตั้งใจ และมุ่งมั่นที่จะทำความชั่ว แล้วเขาได้ละทิ้งมันเพื่ออัลลอฮ์ ก็จะมีการบันทึกความดีให้แก่เขาหนึ่งความดี ถ้าเขาได้ละทิ้งมันเพราะยุ่งอยู่กับสิ่งอื่นพร้อมกับยังไม่ได้ลงมือทำสาเหตุของความชั่วนั้น ก็จะไม่มีการบันทึกใดๆ สำหรับเขา และถ้าเขาได้ละทิ้งมันเพราะเขาความอ่อนแอไม่สามารถจะทำความชั่วนั้นได้ ก็จะมีการบันทึกตามความตั้งใจของเขา และถ้าเขาได้ลงมือกระทำความชั่วนั้น ก็จะมีการบันทึกความชั่วสำหรับเขาหนึ่งความชั่ว
จากอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงมองที่รูปร่างหน้าตาหรือความมั่งคั่งของพวกเจ้า แต่พระองค์จะทรงมองที่จิตใจและการกระทำของพวกเจ้า"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา จะไม่ทรงมองที่รูปลักษณ์ของผู้ที่เป็นบ่าวและร่างกายของพวกเขา ว่ารูปลักษณ์เหล่านั้นสวยงามหรือน่าตำหนิหรือไม่? รูปร่างใหญ่หรือเล็ก? มีสุขภาพดีหรือป่วยเป็นโรค? และพระองค์จะไม่ทรงมองที่ความมั่งคั่งของพวกเขาว่ามีมากหรือน้อย? เพราะอัลลอฮ์ ตะอาลา จะไม่ทรงถือและไม่ทรงคิดบัญชีกับบ่าวของพระองค์ในเรื่องเหล่านี้และความแตกต่างกันของพวกเขาในเรื่องนี้ แต่พระองค์จะทรงมองเข้าไปในจิตใจของพวกเขาและสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจนั้น เช่น ความยำเกรงและความเชื่อมั่น ความซื่อสัตย์และความบริสุทธิ์ใจ หรือมีเจตนาที่จะโอ้อวดและหวังในชื่อเสียง และพระองค์จะทรงมองที่การกระทำของพวกเขาว่าดีหรือชั่ว แล้วพระองค์จะทรงตอบแทนตามความดีและความชั่วที่พวกเขาได้กระทำไว้
จากอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: วันหนึ่ง ในขณะที่พวกเรากำลังอยู่พร้อมกับท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้มีชายคนหนึ่งที่มีเสื้อผ้าขาวผ่อง ผมดำสนิท ไม่มีร่องรอยของการเดินทางเลย เข้ามาหาพวกเรา และก็ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเราที่รู้จักเขา จนกระทั่งเขาได้นั่งลงตรงหน้าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม โดยที่หัวเข่าของเขากับหัวเข่าของท่านนบีประกบกัน และวางสองฝ่ามือของเขาลงบนโคนขาของท่านนบี พร้อมกล่าวว่า “โอ้มุหัมมัด ! จงบอกฉันเกี่ยวกับอิสลามด้วยเถิด?” ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ตอบว่า “อิสลาม คือ การที่ท่านกล่าวคำปฏิญานว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะอันนะ มุหัมมะดัน เราะซูลุลลอฮ์” (แปลว่า ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริง –ที่สมควรแก่การเคารพสักการะ- นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และมุหัมมัด คือ ศาสนฑูตของพระองค์) ดำรงการละหมาด จ่ายซะกาต ถือศีลอดในเดือนเราะมาฎอน และประกอบพิธีหัจญ์หากท่านมีความสามารถ” เขากล่าวว่า “ท่านพูดถูกแล้ว” เขา(อุมัร) กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกแปลกใจต่อเขาที่สอบถามท่านนบีแล้วเขากล่าวรับรอง” เขากล่าวอีกว่า “แล้วจงบอกฉันเกี่ยวกับอีหม่านด้วยเถิด? ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ตอบว่า “คือ การที่ท่านศรัทธาต่ออัลลอฮ์ บรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ คัมภีร์ต่างๆ ของพระองค์ บรรดาศาสนฑูตของพระองค์ วันอาคิเราะฮ์ ตลอดจนท่านศรัทธาในกฏอัลเกาะดัรทั้งดีและชั่ว” เขากล่าวว่า “ท่านพูดถูกแล้ว” เขากล่าวต่อไปอีกว่า “แล้วจงบอกฉันเกี่ยวกับอิห์ซานด้วยเถิด?” ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ตอบว่า “คือ การที่ท่านทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ราวกับว่าท่านเห็นพระองค์ และถ้าหากท่านไม่เห็นพระองค์ แท้จริงพระองค์ก็ทรงเห็นท่าน” เขากล่าวว่า “แล้วจงบอกฉันเกี่ยวกับวันสิ้นโลกด้วยเถิด?” ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ตอบว่า “คนที่ถูกถามไม่ได้รู้มากไปกว่าคนที่ถาม” เขากล่าวว่า “แล้วจงบอกฉันเกี่ยวกับสัญญานของมันว่ามีอะไรบ้าง ?” ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ตอบว่า “คือ การที่ทาสหญิงจะกำเนิดลูกเป็นนายของนาง และท่านจะได้เห็นคนเดินเท้าเปล่า (ไม่ใส่รองเท้า) ไม่สวมเสื้อผ้า ยากจน เลี้ยงแพะแกะต่างพากันปลูกตึกสูง ๆ (อุมัร) เล่าว่า จากนั้น เขาคนนั้นก็จากไป แล้วฉัน(อุมัร)ก็หายหน้าไปหลายวัน ต่อมาท่านนบีก็ได้ถามฉันว่า “โอ้อุมัร ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนถามนั้นเป็นใคร? ฉันตอบว่า “อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ย่อมรู้ดีกว่า” ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ตอบว่า “แท้จริงแล้วเขาคือญิบรีล เขามาหาพวกเจ้าเพื่อสอนศาสนาให้แก่พวกเจ้า”
บันทึกโดย มุสลิมอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า มลาอิกะฮ์ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ได้มาหาบรรดาเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ในรูปของชายคนหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จัก และส่วนหนึ่งจากคุณลักษณะของเขาคือ เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด ผมของเขาดำสนิท ไม่มีร่องรอยบ่งบอกว่าเขาเป็นผู้เดินทาง เช่น ความเหนื่อยล้า ฝุ่นผง ผมที่แยกส่วน และเสื้อผ้าที่สกปรก และไม่มีใครรู้จักเขา โดยที่บรรดาเศาะฮาบะฮ์ได้นั่งร่วมอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นเขาก็เข้าไปนั่งหน้าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในลักษณะของผู้เรียน และเขาได้ถามท่านนบีเกี่ยวกับอิสลาม ท่านก็ตอบเขาด้วยหลักการของศาสนาที่ประกอบด้วย การกล่าวคำปฏิญาณทั้งสอง การดำรงไว้ซึ่งการละหมาดห้าเวลา การจ่ายซะกาตแก่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับ การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และการทำหัจญ์สำหรับผู้มีความสามารถ ผู้ถามกล่าวว่า: ท่านพูดถูก จึงทำให้บรรดาเศาะฮาบะฮ์รู้สึกประหลาดใจกับคำถามของเขาที่แสดงถึงความไม่รู้อะไรเลย แต่แล้วเขาก็กลับยืนยันในความถูกต้องของคำตอบ จากนั้นเขาถามท่านเกี่ยวกับหลักการศรัทธา ท่านจึงตอบเขาเกี่ยวกับหลักการศรัทธาทั้งหกประการ ซึ่งประกอบด้วยการศรัทธาต่อการมีอยู่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา และคุณลักษณะของพระองค์ ศรัทธาในความเป็นเอกะของพระองค์ในด้านการสร้างของพระองค์และในด้านการทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์เพียงองค์เดียว ศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ที่อัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้นจากรัศมี พวกเขาคือบ่าวของอัลลอฮ์ที่มีเกียรติ พวกเขาจะไม่ฝ่าฝืนต่อพระองค์ และพวกเขาจะปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ที่มาจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ซึ่งถูกประทานลงมาแก่บรรดาเราะซูลของพระองค์ เช่น อัลกุรอาน อัตเตารอต อัลอินญีล และอื่นๆ ศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลที่ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาของอัลลอฮ์ ซึ่งส่วนหนึ่งจากบรรดาเราะซูลเหล่านั้น ได้แก่ นูห์ อิบรอฮีม มูซา อีซา และคนสุดท้ายคือมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิมวะสัลลัม และศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลและบรรดานบีท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน ศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความตาย ชีวิตในหลุมฝังศพ ซึ่งมนุษย์จะถูกฟื้นคืนชีพหลังจากความตายและจะถูกนำมาสอบสวน และบั้นปลายของเขาอาจสิ้นสุดที่สวรรค์หรือนรก และศรัทธาว่าอัลลอฮ์ได้กำหนดสิ่งต่างๆ ตามความรอบรู้ ความปรีชาญาณ การบันทึก และความประสงค์ของพระองค์ และทั้งหมดจะเกิดขึ้นตามที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดไว้ และทรงสร้างให้มันเกิดขึ้นมา แล้วเขาถามท่านนบีเกี่ยวกับอิห์ซาน ท่านจึงตอบเขาว่าอิห์ซานคือ การที่บ่าวคนหนึ่งได้ทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ราวกับว่าเขาเห็นพระองค์ แต่ถ้าเขาไม่สามารถบรรลุถึงสถานะนั้นได้ ก็ให้เขาทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ราวกับว่าพระองค์กำลังเฝ้าดูเขาอยู่ ดังนั้น สถานะแรก (อัลมุชาฮะดะฮ์) คือสถานะของการรู้เห็นซึ่งเป็นสถานะที่สูงที่สุด และสถานะที่สอง (อัลมุรอกอบะฮ์) คือสถานะของการเฝ้าติดตาม แล้วเขาก็ถามเกี่ยวกับวันกิยามะฮ์ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไร? ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า ความรู้เกี่ยวกับวันกิยามะฮ์นั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักษาไว้ในความรู้ของพระองค์ ดังนั้น ไม่มีผู้ใดสามารถรู้เรื่องนี้ได้ทั้งผู้ถูกถามและผู้ถาม แล้วเขาได้ถามท่านเกี่ยวกับสัญญาณแห่งวันอวสาน ดังนั้น ท่านนบีจึงอธิบายว่า ส่วนหนึ่งในบรรดาสัญญาณต่างๆ นั้นก็คือ จะมีทาสีและและลูกๆของนางมากมาย หรือจะเกิดการเนรคุณของบรรดาลูกๆ ต่อมารดาของพวกเขา ซึ่งพวกเขาจะปฏิบัติต่อมารดาของพวกเขาเหมือนทาสี และคนเลี้ยงแกะคนยากจน พวกเขาจะได้รับความสะดวกสบายในยุคสุดท้ายแห่งโลกนี้ ซึ่งพวกเขาจะแข่งขันโอ้อวดกันในการตกแต่งและก่อสร้างตึกอาคาร จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า แท้จริงผู้ถามคนนั้นคือมลาอิกะฮ์ญิบรีล ซึ่งมาสอนศาสนาที่บริสุทธิ์นี้แก่บรรดาเศาะฮาบะฮ์
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดสร้างสิ่งที่ไม่มีในคำสอนของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในนั้น สิ่งนั้นจะถูกปฏิเสธ” บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม และมีในบันทึกของมุสลิมคือ"ผู้ใดกระทำสิ่งใด ที่ไม่มีในคำสอนของเรา ดังนั้น การกระทำนั้นย่อมถูกปฏิเสธ”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าใครก็ตามที่สร้างสิ่งใดในศาสนา หรือกระทำสิ่งใดซึ่งไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์นั้น สิ่งนั้นจะถูกตีกลับไปยังเจ้าของมันและไม่เป็นที่ยอมรับโดยอัลลอฮ์.
จากอบูษัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมม ตามที่ท่านได้รายงานจากอัลลอฮ์ ตะบารอกา วะตะอาลา ซึ่งพระองค์ทรงตรัสว่า“โอ้ บ่าวของข้าทั้งหลาย แท้จริงข้าได้ทำให้การอธรรมเป็นที่ต้องห้ามแก่ตัวข้าเอง และข้าได้ทำให้มันเป็นที่ต้องห้ามระหว่างพวกเจ้าด้วย ดังนั้น พวกเจ้าจงอย่าได้อธรรมต่อกัน โอ้ บ่าวของข้า พวกเจ้าทั้งหลายล้วนเป็นผู้หลงทางนอกจากผู้ที่ข้าได้ให้ทางนำแก่เขา ดังนั้น พวกเจ้าจงขอทางนำจากข้า แล้วข้าจะให้ทางนำแก่พวกเจ้า โอ้ บ่าวของข้า พวกเจ้าทั้งหลายล้วนเป็นผู้หิวโหยนอกจากผู้ที่ข้าให้อาหารแก่เขา ดังนั้น จงขออาหารจากข้า แล้วข้าจะให้อาหารแก่พวกเจ้า โอ้ บ่าวของข้า พวกเจ้าทั้งหลายล้วนเป็นผู้โป๊เปลือย นอกจากผู้ที่ข้าได้ให้อาภรณ์แก่เขา ดังนั้น จงขออาภรณ์จากข้า แล้วข้าจะให้อาภรณ์แก่พวกเจ้า โอ้ บ่าวของข้า พวกเจ้าทั้งหลาย(มักจะ)กระทำผิดทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน และข้าเป็นผู้ให้อภัยในความผิดทั้งปวง ดังนั้น จงขออภัยโทษจากข้า แล้วข้าจะให้อภัยโทษแก่พวกเจ้า โอ้ บ่าวของข้า แท้จริงพวกเจ้าไม่อาจบรรลุถึงขั้นให้โทษข้า แล้วจะมาให้โทษข้าได้ และพวกเจ้าก็ไม่อาจบรรลุถึงขั้นให้คุณแก่ข้า แล้วจะมาให้คุณแก่ข้าได้ โอ้ บ่าวของข้า แม้นว่าจากคนแรกของพวกเจ้าจนถึงคนสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งมนุษย์ทั้งญินของพวกเจ้า พวกเขา(ทุกคนมีหัวใจ)เหมือนกับคนที่มีหัวใจยำเกรงที่สุดในหมู่พวกเจ้า ก็ไม่อาจเพิ่มใดๆ ในอำนาจของข้าได้ โอ้ บ่าวของข้า แม้นว่าคนแรกของพวกเจ้าจนถึงคนสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งมนุษย์ทั้งญินของพวกเจ้า พวกเขา(ทุกคนมีหัวใจ)เหมือนกับคนที่มีหัวใจชั่วช้าที่สุดในหมู่พวกเจ้า ก็ไม่อาจลดทอนใดๆ ในอำนาจของข้าได้ โอ้ บ่าวของข้า แม้นว่าคนแรกของพวกเจ้าจนถึงคนสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งมนุษย์ทั้งญินของพวกเจ้า ได้รวมตัวกันบนผืนแผ่นดินเดียวกันแล้วต่างวิงวอนขอจากข้า แล้วข้าก็ให้ทุกคนตามคำขอของพวกเขา มันก็ไม่ได้ลดทอนสิ่งที่มีอยู่ ณ ที่ข้าได้ นอกจากเพียงเท่าเข็มที่จุ่มลงไปในมหาสมุทรเท่านั้น โอ้ บ่าวของข้า แท้จริงการงานของพวกเจ้าเองนั่นแหละ ที่เราจะนำมาคำนวณนับมันแก่พวกเจ้า แล้วเราก็จะตอบแทนมันแก่พวกเจ้าอย่างครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใดพบว่ามันเป็นการงานที่ดีก็จงสรรเสริญอัลลอฮ์เถิด แต่หากเขาพบว่ามันเป็นอย่างอื่น ก็จงอย่าได้ตำหนิผู้ใดนอกจากตัวเขาเอง”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมม ได้อธิบายว่า แท้จริงอัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า พระองค์ทรงได้กำหนดให้การอธรรมเป็นที่ต้องห้ามสำหรับพระองค์ และพระองค์ได้ทรงกำหนดให้การอธรรมนั้นเป็นที่ต้องห้ามระหว่างสิ่งถูกสร้างของพระองค์ด้วย ดังนั้น อย่าได้มีคนหนึ่งคนใดทำการอธรรมต่ออีกคนหนึ่ง และมนุษย์ทุกคนล้วนหลงทางออกจากหนทางแห่งสัจธรรม เว้นแต่ด้วยการชี้นำและการคัดเลือกจากอัลลอฮ์ และใครก็ตามที่ขอสัจธรรมจากอัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์ก็จะทรงเลือกเขาและให้ทางนำแก่เขา และมนุษย์ทุกคนต่างเป็นผู้ที่ต้องการอัลลอฮ์และต้องการพระองค์ในทุกกิจการของพวกเขา และผู้ใดก็ตามที่ขอต่ออัลลอฮ์ แน่นอนพระองค์จะตอบสนองความต้องการของเขาและทำให้เขาเพียงพอ และพวกเขาทำบาปทั้งกลางวันและกลางคืน และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงปกปิดและมองข้ามความผิดเหล่านั้นเมื่อบ่าวของพระองค์ได้ขอการอภัยโทษ และพวกเขาไม่สามารถให้โทษต่ออัลลอฮ์หรือให้ประโยชน์อะไรแก่พระองค์ได้ และถ้าพวกเขามีความยำเกรงอย่างแท้จริงเหมือนหัวใจของชายคนเดียว ความยำเกรงของพวกเขานั้นก็ไม่สามารถทำให้อำนาจของอัลลอฮ์เพิ่มขึ้นได้ และถ้าพวกเขามีความชั่วที่สุดเหมือนหัวใจของชายคนเดียว ความชั่วของพวกเขานั้นก็จะไม่สามารถทำให้อำนาจของอัลลอฮ์ลดทอนลงได้ เพราะพวกเขาอ่อนแอและมีความต้องการอัลลอฮ์เสมอ ต้องการพระองค์ในทุกสถานการณ์ ทุกเวลาและทุกสถานที่ และพระองค์เป็นผู้ทรงมั่งมี มหาบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์ และหากพวกเขายืนอยู่ในที่เดียวกัน รวมทั้งมนุษย์และญิน ตั้งแต่คนแรกของพวกเขาจนคนสุดท้ายของพวกเขา ต่างขอต่ออัลลอฮ์ แล้วพระองค์ทรงประทานสิ่งที่พวกเขาขอให้แก่ทุกคนตามที่ขอไว้ มันจะไม่ทำให้สิ่งที่พระองค์ทรงครอบครองน้้นลดลงเลยแม้แต่น้อย เปรียบเสมือนเข็มที่จุ่มลงในมหาสมุทรแล้วเอาออกมา มหาสมุทรนั้นไม่ลดเลยแม้แต่น้อย และนี่คือความบริบูรณ์แห่งความมั่งคั่งของพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ และอัลลอฮ์ทรงรักษาการงานของปวงบ่าวของพระองค์และทรงบันทึกมันไว้แก่พวกเขา แล้วพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาอย่างครบถ้วนในวันกิยามะฮ์ ดังนั้นผู้ใดพบว่าผลตอบแทนการงานของเขาเป็นสิ่งที่ดี เขาก็จงสรรเสริญอัลลอฮ์ที่ทรงให้ทางนำแก่เขาในการเชื่อฟังพระองค์ และผู้ใดพบว่าผลตอบแทนการงานของเขาเป็นอย่างอื่น เขาก็อย่าได้โทษใครนอกจากอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาเองที่ชักชวนตัวเขาให้กระทำในสิ่งที่ไม่ดี และสุดท้ายก็นำสู่ความสูญเสีย