





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากท่านหิฏฏอน บิน อับดุลลอฮ์ อัรเราะกอชีย์ กล่าวว่า: ครั้งหนึ่ง ฉันได้ทำการละหมาดกับท่านอบูมูซา อัลอัชอารีย์ และเมื่อเขาอยู่ในขณะตะชะฮุด มีชายคนหนึ่งจากชาวบ้าน กล่าวว่า “การละหมาดเชื่อมโยงกับการทำความดีและซะกาต” เมื่ออบูมูซา เสร็จสิ้นการละหมาดและทำการให้สลาม เขาก็หันไปยังผู้คน และกล่าวว่า "ใครในหมู่พวกเจ้าที่พูดเช่นนั้น" ผู้คนเหล่านั้นต่างก็เงียบ จากนั้นเขากล่าวอีกว่า "ใครในหมู่พวกเจ้าที่พูดด้วยถ้อยคำเช่นนั้น" ผู้คนเหล่านั้นก็เงียบ ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “โอ้ หิฏฏอน บางทีอาจเป็นเจ้า เป็นคนที่พูดมันขึ้นมา หิฏฏอนกล่าวว่า: "ไม่ ฉันไม่ได้พูด ฉันกลัวว่าท่านจะรำคาญฉันในเรื่องนี้ จากนั้นมีคนหนึ่งในกลุ่มนั้น กล่าวว่า “ฉันเป็นคนที่พูดสิ่งนี้ และในการนี้ ฉันไม่ได้มุ่งหมายสิ่งใดนอกจากความดีเท่านั้น อบูมูซากล่าวว่า: "เจ้าไม่รู้หรือว่า เจ้าต้องกล่าวอะไรในการละหมาดของเจ้า แท้จริงแล้วท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำการบรรยายให้แก่เรา ได้อธิบายให้แก่เราถึงแนวทางของเรา และสอนเราถึงวิธีการละหมาด โดยท่านกล่าวว่า “เมื่อพวกเจ้าต้องการละหมาด ก็จงจัดแถวให้ตรง และให้คนหนึ่งนำพวกเจ้าละหมาด และเมื่อเขากล่าวตักบีร พวกเจ้าก็จงกล่าวตักบีรตาม เมื่อเขาอ่าน {ฆอยริล มัฆฎูบิอะลัยฮิม วะลัฎฎอลลีน} [ซูเราะฮ์ อัลฟาติฮะห์ : 7] พวกเจ้าจงกล่าว “อามีน” และอัลลอฮ์จะตอบรับพวกเจ้า และเมื่อเขากล่าว ตักบีรและทำการรูกู๊วะ พวกเจ้าก็จง ตักบีรและทำการรูกู๊วะ เพราะแท้จริงผู้เป็นอิหม่ามนั้นจะทำการรูกู๊วะก่อนพวกเจ้า และลุกขึ้นก่อนพวกเจ้า” จากนั้น ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “สิ่งนี้ตามด้วยสิ่งนั้น และเมื่อเขากล่าวว่า “สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หะมิดะฮ์” (อัลลอฮ์ทรงฟังผู้ที่สรรเสริญพระองค์) พวกเจ้าก็จงกล่าวว่า “อัลลอฮุม มะร๊อบบะนา วะลากัลฮัมด์” (โอ้อัลลอฮ์ พระเจ้าของเรา การสรรเสริญจงมีแด่พระองค์) และอัลลอฮ์ จะได้ยินพวกเจ้า เพราะอัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจ ทรงตรัสผ่านการกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “อัลลอฮ์ทรงฟังผู้ที่สรรเสริญพระองค์” และเมื่อเขากล่าวตักบีรและทำการสุญูด พวกเจ้าจงกล่าวตักบีรและทำการสุญูดด้วย เพราะแท้จริงผู้เป็นอิหม่ามนั้นจะสุญูดก่อนพวกเจ้า และลุกขึ้นก่อนพวกเจ้า” จากนั้น ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “สิ่งนี้ตามด้วยสิ่งนั้น” และเมื่อเขานั่งเพื่อตะชะฮ์ฮุด คำพูดแรกของทุกคนในหมู่พวกท่านคือ: “อัตตะหิยยาตุต ต็อยยิบาตุศ เศาะละวาตุ ลิลลาฮิ อัสสลามุ อะลัยกะ อัยยูฮันนาบิยู วะเราะห์ มะตุลลอฮิ วะบะรอกาตุฮ์ อัสสลามุ อะลัยนา วะอะลา อิบาดิลลาฮิศศอลิหีน อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อัลลัลลอฮ์ วะอัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดัน อับดุฮุ วะเราะสูลุฮุ (การทักทายที่ดี การละหมาด ทั้งหมดเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ขอความสันติจงมีแด่ท่าน โอ้ท่านนบี ขอความเมตตาและความจำเริญจากอัลลอฮ์ ขอความสันติจงมีแด่เราและบ่าวผู้ที่ศอลิห์ของอัลลอฮ์ทุกท่าน ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และฉันขอปฏิญาณตนว่ามูฮัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์)
บันทึกโดย มุสลิมครั้งหนึ่งท่านอบูมูซา อัลอัชอารีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ทำการละหมาด และเมื่อเขาอยู่ในขณะตะชะฮุด มีชายที่ร่วมละหมาดคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังเขากล่าวว่า “การละหมาดถูกกล่าวถึงในอัลกุรอานควบกับการทำความดีและซะกาต” เมื่ออบูมูซา เสร็จสิ้นการละหมาด เขาก็หันไปยังมะมูม และถามพวกเขาว่า "ใครในหมู่พวกเจ้าที่พูดว่า“การละหมาดถูกกล่าวถึงในอัลกุรอานควบกับการทำความดีและซะกาต?!" ผู้คนเหล่านั้นต่างก็เงียบ ไม่มีใครพูดแม้คนเดียว จากนั้นเขาถามอีกครั้ง เมื่อไม่มีใครออกมายอมรับ อบูมูซา เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จึงกล่าวว่า “หรือว่าเป็นเจ้า โอ้ หิฏฏอน ที่เป็นคนพูดประโยคนั้น เพราะความใจกล้า ความใกล้ชิด และการสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเขา เป็นบุคคลที่ไม่อาจเกิดผลกระทบอะไรกับการกล่าวหานั้น เพื่อให้ผู้ที่เป็นตัวจริงออกมายอมรับ แล้วท่าน หิฏฏอนก็ได้ปฏิเสธไป และกล่าวว่า "ฉันกลัวว่าท่านจะตำหนิฉันโดยเกิดจากการคิดไปเองของท่านว่าฉันเป็นคนพูด" จากนั้นมีคนหนึ่งในกลุ่มนั้น กล่าวว่า “ฉันเป็นคนที่พูดประโยคนั้นเอง และในการนี้ ฉันไม่ได้มุ่งหมายสิ่งใดจากคำพูดนี้นอกจากความดีเท่านั้น ท่านอบูมูซาจึงกล่าวเพื่อเป็นการสอนเขาว่า: "เจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าต้องกล่าวอะไรในละหมาดของเจ้า?! เป็นคำพูดที่แสดงถึงการไม่เห็นด้วยจากท่าน จากนั้นท่านอบูมูซา ได้เล่าว่าแท้จริงแล้วท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำการบรรยายให้แก่พวกเขา ได้อธิบายให้แก่พวกเขาถึงหลักปฏิบัติตามศาสนาของพวกเขา และสอนพวกเขาถึงวิธีการละหมาดของพวกเขา โดยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เมื่อพวกเจ้าต้องการละหมาด ก็จงจัดแถวให้ตรง และให้คนหนึ่งนำพวกเจ้าละหมาด และเมื่อผู้เป็นอิหม่ามกล่าวตักบีเราะตุลอิห์รอม พวกเจ้าก็จงตักบีรตามเขา เมื่อเขาอ่านฟาติหะฮ์ และถึงโองการที่ว่า {ฆอยริล มัฆฎูบิอะลัยฮิม วะลัฎฎอลลีน} [ซูเราะฮ์ อัลฟาติฮะห์ : 7] พวกเจ้าจงกล่าว “อามีน" หากพวกเจ้าได้กระทำอย่างนั้นแล้ว แน่นอนอัลลอฮ์จะตอบรับการดุอาอ์ของพวกเจ้า และเมื่อเขากล่าวตักบีรและทำการรูกู๊วะ พวกเจ้าก็จงตักบีรและทำการรูกู๊วะ เพราะแท้จริงผู้เป็นอิหม่ามนั้นต้องทำการรูกู๊วะก่อนพวกเจ้าและลุกขึ้นก่อนพวกเจ้า ดังนั้นจงอย่าล้ำหน้าเขา” เนื่องจากขณะที่อิหม่ามนำหน้าพวกเจ้าในการรูกู๊วะนั้น จะถูกบังคับให้พวกเจ้าทำการรูกู๊วะหลังจากที่เขาช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นช่วงเวลาขณะนั้นตามด้วยช่วงเวลานั้น และมันทำความยาวของการรูกู๊วะของมะมูมจึงเท่ากับความยาวของการทำการรูกู๊วะของอิหม่าม และเมื่ออิหม่ามกล่าวว่า “สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หะมิดะฮ์” (อัลลอฮ์ทรงฟังผู้ที่สรรเสริญพระองค์) พวกเจ้าก็จงกล่าวว่า “อัลลอฮุมมะ ร็อบบะนา วะลากัลฮัมด์” (โอ้อัลลอฮ์ พระเจ้าของเรา การสรรเสริญจงมีแด่พระองค์) เมื่อผู้ละหมาดได้กล่าวดุอาอ์นั้นแล้ว แท้จริงอัลลอฮ์ทรงได้ยินดุอาอ์ของพวกเขา เพราะอัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจ ทรงตรัสผ่านการกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “อัลลอฮ์ทรงฟังผู้ที่สรรเสริญพระองค์” และเมื่อเขากล่าวตักบีรและทำการสุญูด ก็จำเป็นสำหรับผู้เป็นมะมูมกล่าวตักบีรและทำการสุญูดตาม เพราะแท้จริงผู้เป็นอิหม่ามนั้นจะสุญูดก่อนพวกเขา และลุกขึ้นก่อนพวกเขา” ดังนั้นช่วงเวลาขณะนั้นตามด้วยช่วงเวลานั้น และมันทำความยาวของการสุญูดของมะมูมจึงเท่ากับความยาวของการสุญุดของอิหม่าม และเมื่อเขานั่งเพื่อตะชะฮ์ฮุด คำกล่าวแรกของผู้ละหมาดคือ: “อัตตะหิยยาตุต ตอยยิบาตุศ เศาะละวาตุ ลิลลาฮิ" ดังนั้นการครอบครอง ความเป็นถาวร และความยิ่งใหญ่ทั้งหมดนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และการละหมาดห้าเวลาก็เพื่ออัลลอฮ์ "อัสสลามุ อะลัยกะ อัยยูฮันนาบิยู วะเราะห์ มะตุลลอฮิ วะบะรอกาตุฮ์ อัสสลามุ อะลัยนา วะอะลา อิบาดิลลาฮิศศอลิหีน" จงขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ซึงความปลอดภัยจากทุกสิ่งที่ไม่ดี ข้อบกพร่องต่างๆ โรคร้ายต่างๆ และเราเจาะจงแด่ท่านนบีของเราเป็นการเฉพาะในการขอสลาม จากนั้นขอแด่ตัวเราและตามด้วยขอแด่บรรดาบ่าวของอัลลอฮ์ที่ศอลิห์ทั้งหลายที่พวกเขาดำรงไว้ในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงใช้พวกเขาในเรื่องสิทธิ์ของอัลลอฮ์และสิทธิ์ของมนุษย์ จากนั้นเราขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และเราขอปฏิญาณตนว่ามูฮัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์.
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า: ท่านนบีจะกล่าวตักบีรทุกครั้งในการละหมาดฟัรฎุและละหมาดอื่นๆ ไม่ว่าจะในช่วงเดือนรอมฎอนและนอกเดือนรอมฎอน ท่านจะกล่าวตักบีรเมื่อลุกขึ้นและกล่าวตักบีรเมื่อทำการรูกูั๊วะ แล้วท่านจะกล่าวว่า "สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หะมิดะฮุ" (อัลลอฮ์ทรงฟังผู้ที่สรรเสริญพระองค์) จากนั้นท่านจะกล่าวว่า"รอบบะนา วะละกัลหัม" (ข้าแต่พระเจ้าของเรา การสรรเสริญจงมีแด่พระองค์) ก่อนที่จะสุญูด จากนั้นท่านจะกล่าว "อัลลอฮุ อักบัร" ขณะที่ลงไปสุญูด จากนั้นจะกล่าวตักบีรเมื่อเงยศีรษะขึ้นจากการสุญูด แล้วกล่าวตักบีรเมื่อสุญูด และจากนั้นกล่าวตักบีรเมื่อลุกขึ้นจากการสุญูด แล้วกล่าวตักบีรเมื่อลุกขึ้นจากท่านั่งทั้งสองครั้ง ท่านจะทำเช่นนั้นในทุกๆ ร็อกอะฮ์ จนกว่าจะเสร็จสิ้นการละหมาด จากนั้นท่านก็กล่าวขณะที่กำลังจะจากไปว่า: "ขอสาบานต่อผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงฉันเป็นผู้ที่ใกล้เคียงที่สุดในหมู่พวกท่านด้านความคล้ายกับการละหมาดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นี่เป็นการละหมาดของท่านจนท่านจากโลกนี้ไป"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านอบุฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้รายงานส่วนหนึ่งเกี่ยวกับวิธีละหมาดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยท่านเล่าว่า เมื่อท่านยืนเพื่อทำละหมาด ท่านจะกล่าวตักบีเราะตุลอิห์รอม ท่านจะกล่าวตักบีรเมื่อทำการรูกูั๊วะ และขณะที่ลงไปสุญูด จากนั้นจะกล่าวตักบีรเมื่อเงยศีรษะขึ้นจากการสุญูด แล้วกล่าวตักบีรเมื่อสุญูดครั้งที่สอง และจากนั้นกล่าวตักบีรเมื่อลุกขึ้นจากการสุญูด แล้วกล่าวตักบีรเมื่อลุกขึ้นจากท่านั่งจากร็อกอะฮ์สองหลังการนั่งอ่านตะชะฮ์ฮุดครั้งที่หนึ่งในละหมาดที่มีสามหรือสี่ร็อกอะฮ์ ท่านจะทำเช่นนั้นในทุกๆ ร็อกอะฮ์ จนกว่าจะเสร็จสิ้นการละหมาด และท่านจะกล่าวหลังจากการรูกูั๊วะว่า "สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หะมิดะฮุ" (อัลลอฮ์ทรงฟังผู้ที่สรรเสริญพระองค์) จากนั้นท่านจะกล่าวหลังการยืนตรงว่า"ร็อบบะนา วะละกัลหัม" (ข้าแต่พระเจ้าของเรา การสรรเสริญจงมีแด่พระองค์) จากนั้นท่านอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวหลังจากเสร็จสิ้นจากการละหมาดว่า" ขอสาบานต่อผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงฉันเป็นผู้ที่ใกล้เคียงที่สุดในหมู่พวกท่านด้านความคล้ายกับการละหมาดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นี่เป็นการละหมาดของท่านจนท่านจากโลกนี้ไป.
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "การขโมยที่เลวร้ายที่สุดคือผู้ที่ขโมยการละหมาดของเขา" ฉันกล่าวว่า เขาขโมยละหมาดของเขาได้อย่างไร? ท่านตอบว่า: "เขาไม่ทำให้การรุกั๊วะและการสุญูดเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์"
บันทึกโดย อิบนุฮิบบานท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าคนที่น่าเกลียดที่สุดในเรื่องการขโมยคือคนที่ขโมยจากการละหมาดของเขา เนื่องจากการเอาเงินของคนอื่นอาจใช้ประโยชน์จากมันในโลกนี้ ซึ่งแตกต่างจากขโมยคนนี้ที่ขโมยสิทธิ์ในการรับการตอบแทนและผลบุญของตนเอง พวกเขากล่าวว่า โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ เขาขโมยการละหมาดของเขาไปได้อย่างไร? ท่านกล่าวว่า เขาไม่ทำให้การรูกูั๊วะหรือการสุญูดของการละหมาดนั้นเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากการรีบในการรุกุั๊วะ และสุญูด จึงทำให้เขาไม่สามารถทำให้ทั้งสองนั้นเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์.
จากอบีเอาฟา เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เมื่อท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขึ้นมาจากรุกูั๊วะ ท่านจะกล่าวว่า : "สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หามิดะฮุ อัลลอฮุมมา ร็อบบานา ลากาฮัมดุ มิลอัสสะมาวาติ วะมิลอัลอัรฎิ วะมิลอะ มาชิอ์ตา มิน ชัยอิน บะอ์ดุ" (ความว่า อัลลอฮ์ได้ยินผู้ที่สรรเสริญพระองค์ โอ้อัลลอฮ์ พระเจ้าของเรา การสรรเสริญเป็นของพระองค์ ให้เต็มฟ้า ให้เต็มแผ่นดิน ให้เต็มเท่าที่พระองค์จะทรงประสงค์ในภายหลัง)
บันทึกโดย มุสลิมเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยกหลังขึ้นจากรุกั๊วะในละหมาด ท่านจะกล่าวว่า : "สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หามิดะฮุ"(อัลลอฮ์ได้ยินผู้ที่สรรเสริญพระองค์ ) ความหมายคือ ใครก็ตามที่สรรเสริญอัลลอฮ์ ตะอาลา พระองค์จะตอบรับเขา รับคำสรรเสริญของเขา และให้รางวัลแก่เขา แล้วอัลลอฮ์ได้สรรเสริญเขา ด้วยคำกล่าวที่ว่า "อัลลอฮุมมา ร็อบบานา ลากาฮัมดุ มิลอัสสะมาวาติ วะมิลอัลอัรฎิ วะมิลอะ มาชิอ์ตา มิน ชัยอิน บะอ์ดุ"(โอ้อัลลอฮ์ พระเจ้าของเรา การสรรเสริญเป็นของพระองค์ ให้เต็มฟ้า ให้เต็มแผ่นดิน ให้เต็มเท่าที่พระองค์จะทรงประสงค์ในภายหลัง) เป็นการสรรเสริญที่เต็มชั้นฟ้าและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง และเต็มทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ประสงค์ให้เต็ม.
จากวัรร็อด เลขาของท่านอัลมุฆีเราะฮ์ บิน ชุอ์บะฮ์ กล่าวว่า : ครั้งหนึ่งท่านอัลมุฆีเราะฮ์ บิน ชุอ์บะฮ์ ได้ให้ฉันบันทึกคำกล่าวของท่านเป็นจดหมายถึงท่านมุอาวิยะฮ์ ว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะกล่าวทุกครั้งหลังการละหมาดฟัรฎูเสร็จว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะห์ดาฮู ลาชาริกะลาฮ์ ลาฮุลมุลกุวาลาฮุลฮัมดู วาฮุวาอาลา กุลลิชัยอิน เกาะดีร อัลลอฮุมมา ลามานิอา ลิมา อะฏ็อยตา วาลามุติยา ลิมามานะตา วาลายันฟาอุ ซัลญัดดิ มันกัลญัดดุ" (ความว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ กับพระองค์ อำนาจทั้งหมดเป็นของพระองค์และมวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงสามารถเหนือทุกสิ่ง โอ้อัลลอฮ์ ไม่มีใครสามารถยับยั้งสิ่งที่พระองค์มอบให้ได้ และไม่มีใครสามารถมอบให้ในสิ่งที่พระองค์ทรงยับยั้งได้ และความร่ำรวยไม่สามารถให้ประโยชน์กับคนมั่งคั่งได้)
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะกล่าวทุกครั้งหลังการละหมาดฟัรฎเสร็จว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะห์ดาฮู ลาชาริกะลาฮ์ ลาฮุลมุลกุวาลาฮุลฮัมดู วาฮุวาอาลา กุลลิชัยอิน เกาะดีร อัลลอฮุมมา ลามานิอา ลิมา อะฏอยตา วาลามุติยา ลิมามานะตา วาลายันฟาอุ ซัลญัดดิ มันกัลญัดดุ" คือ: ข้าขอยืนยันและยอมรับถึงถ้อยคำแห่งเตาฮีด การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ (ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ) เพราะการเคารพสักการะที่แท้จริงนั้น ข้าทำไว้เพื่ออัลลอฮ์ และปฏิเสธเพื่อสิ่งอื่นทั้งหมด ดังนั้นไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และยอมรับว่าอำนาจที่แท้จริงและสมบูรณ์เป็นของอัลลอฮ์และมวลการสรรเสริญของผู้ที่อยู่ในฟากฟ้าและในแผ่นดินเป็นกรรมสิทธ์ของอัลลอฮ์ เนื่องจากพระองค์ทรงสามารถเหนือทุกสิ่ง และสิ่งใดที่อัลลอฮ์กำหนดไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นการให้หรือยึดไว้ก็จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และสำหรับพระองค์ ทรัพย์สมบัติของคนมั่งมีจะไม่อำนวยประโยชน์ใดๆ แก่เขา แต่การงานที่ดีของเขาต่างหากที่จะเป็นประโยชน์แก่เขา.
จากฮุซัยฟะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวัสัลลัม จะกล่าวระหว่างสองสุญูด ว่า: " ร็อบบิฆฟิรลีย์ ร็อบบิฆฟิรลีย์"(ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า โปรดอภัยโทษให้ข้าด้วยเถิด ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า โปรดอภัยโทษให้ข้าด้วยเถิด)
บันทึกโดย อบูดาวูด อันนาซาอีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวัสัลลัม จะกล่าวขณะนั่งระหว่างสองสุญูด ว่า: " ร็อบบิฆฟิรลีย์ ร็อบบิฆฟิรลีย์" และท่านจะกล่าวซ้ำๆ และความหมาย "ร็อบบิฆฟิรลีย์" คือ: การขอของผู้เป็นบ่าวต่อพระผู้อภิบาลของเขาเพื่อให้ลบล้างบาปของเขาและปกปิดความผิดของเขา
จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เมื่อลูกหลานของอาดัมได้เสียชีวิต การงานของเขาจะถูกตัดขาดลงยกเว้นเพียงสามประการคือ การบริจาคทานที่ถาวร ความรู้ที่ยังประโยชน์ หรือบุตรที่ดีขอดุอาอ์ให้กับเขา”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่างานของผู้ตายสิ้นสุดลงเมื่อเขาเสียชีวิต ดังนั้นเขาจะไม่ได้รับความดีหลังจากการตายของเขา เว้นแต่ในสามสิ่งนี้: ประการแรก: การบริจาคที่ผลบุญของมันยังคงไหลเวียนและต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย เช่น การบริจาคที่ดินหรือทรัพย์สินให้เป็นวะกัฟ การสร้างมัสยิด การขุดบ่อน้ำ และอื่น ๆ ประการที่สอง: ความรู้ที่ผู้คนได้ประโยชน์จากมัน เช่น การเขียนตำราทางวิชาการ หรือการสอนบุคคลหนึ่ง ซึ่งหลังจากการเสียชีวิตของผู้สอน บุคคลนั้นยังคงเผยแพร่ความรู้นั้นต่อไป ประการที่สาม: ลูกที่ดีและมีศรัทธาที่ขอดุอาอ์แก่พ่อแม่ของเขา
จากสะอัด บิน อุบาดะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ มารดาของสะอัดเสียชีวิตแล้ว ดังนั้นการบริจาคที่เป็นกุศลอันใดที่ดีที่สุด ท่านนบีกล่าวว่า: “น้ำ” แล้วเขากล่าวว่า: ดังนั้นเขาจึงขุดบ่อน้ำแล้วกล่าวว่า: นี่สำหรับอุมม์สะอัด
บันทึกโดย อบูดาวูด อันนาซาอีย์ และอิบนุมาญะฮ์มารดาของสะอัด บิน อุบาดะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เสียชีวิต ดังนั้นเขาจึงถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับการกุศลประเภทที่ดีที่สุดที่จะบริจาคในนามของแม่ของเขา? ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกกับเขาว่า: การกุศลที่ดีที่สุดคือน้ำ ดังนั้นเขาจึงขุดบ่อน้ำและมอบมันให้เป็นการกุศลสำหรับมารดาของเขา
จากอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่า่วว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงชื่อของพวกเจ้าที่เป็นที่รักยิ่ง ณ ที่อัลลอฮ์ คือ อับดุลลอฮ์ เเละ อับดุรเราะห์มาน"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่าชื่อที่รักที่สุดต่อพระเจ้าคือการตั้งชื่อผู้ชายว่า อับดุลลอฮ์ หรือ อับดุรเราะห์มาน