





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: ฮินด์ บินติ อุตบะฮ์ ภรรยาของอบูซุฟยาน มาหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และกล่าวว่า: โอ้ ท่านเราะซูรุลลอฮ์ อบูซุฟยานเป็นคนตระหนี่ เขาไม่ให้การเลี้ยงดูฉันหรือลูก ๆ ของฉันอย่างเพียงพอ ยกเว้นสิ่งที่ฉันเอามาจากเงินของเขาโดยที่เขาไม่รู้ ฉันมีตำหนิสำหรับสิ่งนั้นหรือไม่? จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "จงเอาทรัพย์สินของเขาตามสมควร ซึ่งเพียงพอสำหรับเจ้า และลูก ๆ ของเจ้า"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมฮินด์ บินติ อุตบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับสามีของเธอ อบูซุฟยาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ และเขาเป็นคนตระหนี่ที่ระมัดระวังในการใช้จ่ายเงิน ไม่ยอมให้การเลี้ยงดูเธอและลูก ๆ อย่างเพียงพอ เว้นแต่เธอจะแอบเอาเงินของเขาไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว เธอทำบาปหรือไม่? ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: จงเอาทรัพย์สินของเขาจำนวนหนึ่งที่รู้กันว่าเพียงพอสำหรับตัวเจ้าเองและลูก ๆ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ก็ตาม
จากซะฮัล บิน สะอัด อัซซาอิดีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "การเป็นยามหนึ่งวันในหนทางแห่งอัลลอฮ์นั้นดีกว่าโลกนี้และสิ่งที่อยู่ในนั้น และสถานที่แห่งแส้ของเจ้าในสวรรค์นั้นดีกว่าโลกนี้และสิ่งที่อยู่ในนั้น และการเดินทางในยามเช้ายังเย็นของบ่าวในหนทางแห่งอัลลอฮ์ หรือ ในเวลาเย็นยังเช้านั้นดีกว่าโลกนี้และสิ่งที่อยู่ในนั้น"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้แจ้งให้ทราบว่า การเฝ้าระวังในพื้นที่ระหว่างมุสลิมและผู้ปฏิเสธศรัทธา เพื่อปกป้องมุสลิมจากภัยของศัตรู เป็นเวลาหนึ่งวันด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์นั้น มีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้และทุกสิ่งในนั้น นอกจากนี้ ตำแหน่งเล็ก ๆ เพียงขนาดแส้ที่ใช้ในการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ในสรวงสวรรค์ มีคุณค่ายิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด การเดินทางในช่วงเวลาหนึ่ง ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาสาย หรือการเดินทางในช่วงเที่ยง ตั้งแต่หลังเที่ยงจนถึงเวลากลางคืน เพื่อทำหน้าที่ในหนทางของอัลลอฮ์ เพียงครั้งเดียวก็มีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด
จากอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำการเชือดอุฎฮียะฮ์ด้วยแกะสีดำปนขาวสองตัว ซึ่งมันทั้งสองมีเขาแล้ว โดยท่านได้เชือดมันทั้งสองด้วยมือของท่านเอง ท่านกล่าวบิสมิลลาฮ์และตักบีร เเละท่านได้วางเท้าของท่านลงบนลำคอของมันทั้งสอง"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เชือดแกะตัวผู้สองตัวที่มีเขาสีขาวสองเขาผสมกับสีดำ ในวันอีดอัฏฮาด้วยมือของท่านเอง และท่านกล่าวว่า : บิสมิลลาฮ์ วัลลอฮุอักบัร (ความว่า ด้วยพระนามของอัลลอฮ์และอัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่) และท่านก็ได้วางเท้าบนคอของมัน
จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่สาบานอย่างเท็จเพื่อให้ได้ทรัพย์สินของบุคคลมุสลิมมาโดยไม่ชอบธรรม ผู้นั้นจะได้พบอัลลอฮ์ในสภาพที่พระองค์ทรงกริ้วเขา " อัชชะอัษกล่าวว่า: "ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เรื่องนี้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าเอง มีข้อพิพาทระหว่างข้าพเจ้าและชายยิวคนหนึ่งเกี่ยวกับที่ดิน เขาปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงนำเรื่องไปฟ้องท่านท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านนบีถามข้าพเจ้าว่า: 'ท่านมีหลักฐานหรือไม่?' ข้าพเจ้าตอบว่า: 'ไม่มี' ท่านนบีจึงกล่าวกับชายยิวนั้นว่า: 'จงสาบาน' ข้าพเจ้ากล่าวว่า: 'โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ หากเขาสาบาน เขาก็จะเอาทรัพย์สินของข้าพเจ้าไป' จากนั้นอัลลอฮ์ได้ประทานโองการที่ว่า:"แท้จริงบรรดาผู้ที่แลกเปลี่ยนพันธสัญญาของอัลลอฮ์และคำสาบานของพวกเขาเป็นราคาที่เล็กน้อย..." (จนถึงตอนท้ายของโองการ)"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เตือนอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับการสาบานต่ออัลลอฮ์ด้วยคำสาบานที่ผู้สาบานรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการโกหก เพียงเพื่อที่จะได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งบุคคลเช่นนี้จะได้พบกับอัลลอฮ์ในสภาพที่พระองค์ทรงกริ้วเขา อัชชะอัษ บิน เก็ยส์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุได้เล่าไว้ว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวคำเตือนนี้ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างเขากับชายชาวยิวคนหนึ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทั้งสองได้นำเรื่องไปฟ้องต่อท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งท่านได้กล่าวแก่อัชชะอัษว่า : "ท่านต้องนำหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ท่านอ้าง หากท่านไม่สามารถนำหลักฐานมาได้ ท่านก็ไม่มีสิทธิ์ใด ๆ นอกจากต้องยอมรับคำสาบานของคู่กรณีที่ถูกกล่าวหา" ดังนั้น อัลอัชอัษจึงกล่าวว่า: โอ้ ท่านศาสนฑูตของพระเจ้า ดังนั้นชายชาวยิวจึงสาบานโดยไม่ลังเลใจและรับทรัพย์สินของฉันไป ดังนั้นพระเจ้าผู้ทรงอำนาจจึงทรงเปิดเผยการยืนยันสิ่งนี้ในอัลกุรอานในผู้ทรงอำนาจของพระองค์ว่า: {แท้จริงบรรดาผู้ที่ซื้อ} และแลกเปลี่ยน {พันธสัญญาของพระเจ้า} และพระบัญญัติของพระองค์แก่บรรดาผู้ศรัทธาเพื่อให้ดำเนินการปฏิบัติ {และคำสาบาน} และสาบานโดยอ้างพระนามของพระองค์อย่างเท็จ {ราคาเล็กน้อย} จากเศษซากแห่งโลกนี้ {เหล่านี้จะ ไม่มีส่วนแบ่งในปรโลก} และไม่มีส่วนใดเลย {และอัลลอฮ์จะไม่ทรงพูดกับพวกเขา} ด้วยคำพูดที่ทำให้พวกเขาพอใจและเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา แต่พระองค์จะทรงกริ้วพวกเขา {และพระองค์จะไม่ทรงมองดูพวกเขาในวันฟื้นคืนชีพ} ด้วยพระเมตตาและกรุณา {และพระองค์จะไม่ทรงทำให้พวกเขาสะอาด} ด้วยการสรรเสริญอันไพเราะ และทั้งพระองค์จะไม่ทรงชำระล้างบาปของพวกเขาด้วยการอภัยโทษจากความผิดบาปต่างๆ (และสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด} เพราะสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้
จากรอฟีอ์ บิน คอดีจญ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เราอยู่กับท่านนีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ซุลฮุลัยฟะห์ แล้วผู้คน ก็ประสบกับความหิว พวกเรามีอูฐและแกะเป็นทรัพย์เชลย เขากล่า ว่า: โดยที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อยู่ในท้ายของกลุ่มคน พวกเขาจึงทำการรีบเชือดและตั้งหม้อ(โดยที่ท่านนบีไม่ทราบ แต่ครั้นเมื่อนบีทราบ) ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สั่งให้วางหม้อลงไปแล้วคว่ำหม้อ จากนั้นท่านนบีได้นำทรัพย์เชลยเหล่านี้มาแบ่งกัน โดยแบ่งว่าแกะสิบตัวเท่ากับอูฐตัวหนึ่ง ปรากฏว่ามีอูฐตัวหนึ่งวิ่งหนี พวกเขาพยายามไล่จับแต่มันหนีเร็วเกินไป มีม้าเพียงไม่กี่ตัวในกลุ่มพวกเขา จึงมีชายคนหนึ่งยิงธนูไปแล้วอัลลอฮ์ก็ช่วยให้เขาสามารถหยุดมันได้สำเร็จ แล้วท่านได้กล่าวว่า: “แท้จริงสัตว์เหล่านี้มีพฤติกรรมหลบหนีเหมือนสัตว์ป่า ดังนั้น หากมีตัวใดเอาชนะพวกเจ้าได้ (ในการจับหรือเชือด) ก็ให้ปฏิบัติกับมันในลักษณะนี้เถิด'”, ดังนั้น ราฟีอ์ จึงกล่าวว่า: เราหวังหรือกลัวศัตรูในวันพรุ่งนี้ และเราไม่มีมีด ดังนั้นเราควรเชือดด้วยไม้ไผ่กลวงได้หรือไม่? เขากล่าวว่า: “ตราบใดที่มั้นทำให้เลือดไหลออกและมีการกล่าวถึงพระนามของพระเจ้าอยู่ จงกินมัน จะต้องไม่ใช่ฟันและเล็บ แล้วฉันจะเล่าให้ฟังถึงเหตุผลดังกล่าว โดยที่ฟันนั้นเป็นกระดูก ส่วนเล็บนั้นมันเป็นมีดของชาวหะบะชะฮ์ (ที่ไม่ไช่มุสลิม)”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมรอฟิอ์ บิน เคาะดีจญ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ บอกว่าพวกเขาอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ซุลฮุลัยฟะฮ์ และผู้คนเริ่มหิวโหย, และพวกเขาได้รับอูฐและแกะเป็นทรัพย์เชลยจากกลุ่มผู้ตั้งภาคี ดังนั้นพวกเขาจึงรีบเร่งปรุงอาหาร ก่อนที่ทรัพย์เฉลยเหล่านั้นจะถูกแบ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงเชือดสัตว์ บางส่วนและตั้งหม้อ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อยู่ท้ายของกลุ่ม และเมื่อท่านทราบถึงสิ่งนั้น ท่านก็สั่งให้วางหม้อลงแล้วเทน้ำแกงที่อยู่ในหม้อออก จากนั้นท่านก็แบ่งทรัพย์เฉลยดังกล่าว โดยกำหนดไห้แพะสิบตัวเทียบเท่าอูฐหนึ่งตัว ปรากฏว่ามีอูฐหนึ่งตัววิ่งหนี พวกเราไม่สามารถที่จะสกัดการวิ่งหนีนั้นได้ ม้าก็มีจำนวนน้อย ดังนั้นชายคนหนึ่งจึงยิงธนูเข้าไปยังอูฐ แล้วอัลลอฮ์ก็ช่วยให้เขาสามารถหยุดอูฐได้สำเร็จ และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริง สัตว์เลี้ยงเหล่านี้มีนิสัยบางประการที่คล้ายกับสัตว์ป่า ดังนั้น หากมีตัวใดที่เอาชนะพวกท่านและพวกท่านไม่สามารถจับมันได้ ก็จงจัดการกับมันในลักษณะนี้เถิด" รอฟิอ์กล่าวว่า: “พวกเราหวังว่าจะได้เผชิญหน้ากับศัตรูในวันพรุ่งนี้ และกลัวว่าอาวุธของเราจะเสียคมจากการเชือดสัตว์ และในขณะนี้เราจำเป็นต้องเชือดสัตว์ แต่เราไม่มีมีดสำหรับการเชือด ดังนั้นเราจะเชือดด้วยไม้ไผ่กลวงได้หรือไม่? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบว่า"สิ่งใดที่ทำให้เลือดไหลออกมาอย่างมากและกล่าวพระนามของอัลลอฮ์เหนือมัน ก็จงกินมันได้ ยกเว้นฟันและเล็บ และฉันจะบอกพวกท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้: สำหรับฟันนั้นคือกระดูก และสำหรับเล็บนั้น ชาวฮาบาชะฮ์ที่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาใช้มันในการเชือดสัตว์"
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยเข้าไปในที่ขับถ่าย แล้วฉันกับเด็กชายอีกคนหนึ่งที่มีอายุใกล้เคียงกับฉันจะนำภาชนะใส่น้ำและไม้เท้าเล็ก ๆ ไปให้ท่าน แล้วท่านก็ใช้น้ำชำระล้างสิ่งสกปรก
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า เขาและคนรับใช้อีกคนหนึ่งที่มีอายุใกล้เคียงกับเขาจะตามท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อท่านออกไปเพื่อทำธุระส่วนตัว โดยทั้งสองจะถือไม้ที่มีปลายแหลมคล้ายปลายหอก เพื่อใช้เป็นฉากบังหรือใช้เป็นที่กั้นสำหรับการละหมาด และพวกเขายังถือภาชนะเล็กที่ทำจากหนังซึ่งบรรจุน้ำไว้ด้วย เมื่อท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เสร็จจากการทำธุระส่วนตัว หนึ่งในพวกเขาก็จะยื่นภาชนะใส่น้ำให้ท่าน แล้วท่านก็ใช้น้ำชำระล้างสิ่งสกปรก
จากฮุซัยฟะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: “ครั้งหนึ่งฉันอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นท่านก็ต้องการปัสสาวะ ท่านจึงไปบริเวณที่ทิ้งขยะและท่านก็ยืนปัสสาวะ จากนั้นฉันก็ก้าวออกไป แล้วท่านกล่าวว่า: “เข้ามานี่” ฉันจึงขยับเข้าไปใกล้จนยืนอยู่ข้างหลังท่าน จากนั้นท่านก็อาบน้ำละหมาดและเช็ดถุงเท้า(รองเท้าที่ทำจากหนัง)”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมฮุซัยฟะฮ์ บินอัลยะมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่าเขาอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านต้องการที่จะปัสสาวะ ดังนั้นท่านจึงเข้าไปที่บริเวณซุบาเตาะฮ์ คือที่ทิ้งขยะและสิ่งสกปรกที่ถูกกวาดออกจากบ้าน ท่านจึงปัสสาวะด้วยการยืน และส่วนมากแล้ว ท่านมักจะนั่งเวลาปัสสาวะเสมอ ดังนั้นฮุซัยฟะฮ์ จึงถอยห่างจากท่าน แล้วท่านกล่าวแก่ฮุซัยฟะฮ์ ว่า “จงเข้ามาใกล้กว่านี้ ฮุซัยฟะห์จึงเข้ามาหาท่าน จนได้ยืนอยู่ข้างหลังท่านใกล้บริเวณส้นเท้าของท่าน” เพื่อเป็นการปกปิดท่านจากการมองท่านในสภาพนั้น. จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ทำการอาบน้ำละหมาดและเมื่อถึงตอนล้างเท้า ท่านทำแค่เพียงเช็ดบนคุฟของท่านเท่านั้น (คุฟ คือสิ่งที่สวมไว้คลุมเท้าซึ่งทำด้วยหนังบาง และสิ่งที่อยู่ในความหมายนั้นที่คลุมข้อเท้า) และท่านไม่ได้ถอดมันออก
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: อบูฮุรัยเราะฮ์ ได้เจอกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม บนถนนสายหนึ่งของมะดีนะฮ์ ขณะที่เขาเป็นญะนาบะฮ์(คือยังไม่ได้อาบน้ำยกหะดัษใหญ่) ดังนั้นเขาจึงแอบออกไปอาบน้ำ ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม จึงตามหาอบูฮุรัยเราะฮ์ ดังนั้นเมื่อเขามาถึง เขาก็กล่าวว่า “เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา อบูฮุรอยเราะห์?” เขากล่าวว่า: โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ท่านได้พบกับฉันในขณะที่ฉันอยู่ในสภาพที่ไม่บริสุทธิ์ทางพิธีกรรม และฉันรู้สึกน่าเกลียดที่จะนั่งกับท่านจนกว่าฉันจะอาบน้ำ ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า : «มหาบริสุทธิ์แด่พระเจ้า! ผู้ศรัทธาย่อมไม่เป็นนญิส (ไม่เป็นของไม่สะอาด)”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ได้พบกับอบู ฮุรัยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ บนถนนบางสายในมะดีนะฮ์ ขณะที่เขาเป็นญะนาบะฮ์ (คือยังไม่ได้อาบน้ำยกหะดัษใหญ่) และด้วยความเคารพต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม เขาเกลียดการนั่งสนทนากับท่านในขณะที่เขาอยู่ในสภาพเช่นนั้น โดยคิดว่าเขาไม่บริสุทธิ์จึงแอบไปอาบน้ำชำระตัวแล้วกลับมานั่งสนทนากับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ท่านจึงถามว่าเขาไปไหนมา? ดังนั้นเขาจึงเล่าให้ท่านฟังเกี่ยวกับเรื่องของเขา และเขาเกลียดการนั่งกับท่านนบีในขณะที่เขาไม่บริสุทธิ์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม จึงประหลาดใจและพูดกับเขาว่า: ผู้ศรัทธาเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่โสโครกทุกกรณี ทั้งตอนที่ยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกเจ้าจงรีบเร่งจัดการและนำศพไปฝังเถิด เพราะถ้าผู้ตายเป็นผู้ที่ประกอบคุณงามความดี เขาจะได้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี แต่ถ้ามิได้เป็นเช่นนั้น พวกเจ้าก็จะได้วางความชั่วร้ายลงจากบ่าของพวกเจ้าเสียที"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สั่งให้จัดการศพ ละหมาดและฝังโดยเร็ว หากศพนั้นมีการงานที่ดี มันก็ดีสำหรับเขามากกว่าด้วยความสุขในหลุมศพ แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น พวกเจ้าก็จะได้วางความชั่วร้ายลงจากบ่าของพวกเจ้าเสียที