





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สาปแช่งผู้ที่ให้สินบน และผู้ที่รับมันในการตัดสินคดี.
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ดุอาอ์ขับไล่และขับออกจากความเมตตาของอัลลอฮ์ สำหรับผู้จ่ายสินบน ผู้ที่รับ และผู้ที่ได้รับ และสินบนนั้นคือสิ่งที่จ่ายให้กับผู้พิพากษา เพื่อให้พวกเขาสร้างความไม่ชอบธรรมในการพิจารณาคดี เพื่อทำให้ผู้ให้สินบนนั้นได้รับในสิ่งที่ต้องการโดยไม่ชอบธรรม.
จาก อับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ เราะฎิยัลลออันฮุมา กล่าวว่า: เรากลับจากมักกะฮ์ยังมะดีนะฮ์มาพร้อมกับท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขณะที่เรากำลังเดินทางอยู่บนถนนที่มีน้ำอยู่ด้วย ก็มีบางคนรีบเร่งจะทำการละหมาดอัสริ แล้วพวกเขาก็รีบอาบน้ำละหมาด ดังนั้นเมื่อเราได้ไปถึงพวกเขา ปรากฏว่าส้นเท้าของพวกเขาโบกสะบัดโดยไม่ถูกน้ำแตะเลย ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้กล่าวว่า: "หายนะแห่งนรก จะประสบกับส้นเท้า จงอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์เถิด"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เดินทางจากมักกะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์พร้อมกับบรรดาสาวกของท่าน และระหว่างการเดินทางพวกเขาก็พบน้ำสาวกบางคนรีบไปอาบน้ำละหมาดในช่วงเวลาละหมาดอัสริ จนบางคนส้นเท้าของพวกเขา ปรากฏว่ายังแห้งอยู่เพราะไม่ได้โดนน้ำ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า: การลงโทษและความเสียหายในนรกจะเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่ชำระล้างส้นเท้าให้สมบูรณ์เวลาอาบน้ำละหมาด แล้วท่านก็ได้สั่งให้พวกเขาทำการอาบน้ำละหมาดอย่างสมบูรณ์
จากอุมัร บิน อัลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เมื่อมุอัซซิน (ผู้ประกาศเมื่อถึงเวลาละหมาด) กล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร"(อัลลอฮ์ผู้ยิ่งใหญ่) ดังนั้นคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าก็กล่าวตามว่า "อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร" จากนั้นเขากล่าวว่า 'อัชฮะดู อันลา อิลาฮะอิลลัลลอฮ์" (ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์) และเขาก็กล่าวตามว่า "อัชฮะดูอันลา อิลาฮะอิลลัลลอฮ์" และจากนั้นเขากล่าวว่า "อัชฮาดู อันนา มูฮัมมะดัรเราะซูลุลลอฮ์" (ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่ามูฮัมมัดเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์) และเขาก็กล่าวตามว่า "อัชฮาดู อันนา มูฮัมมะดัรเราะซูลุลลอฮ์" จากนั้นเขากล่าวว่า "หัยยา อาลัศ เศาะลาฮ์" (จงมาละหมาดกันเถิด) และเขาก็กล่าวตามว่า "ลาเฮาลา วะลา กุววาตา อิลลา บิลลาฮ์" (ไม่มีอำนาจหรือกำลังใดๆ เว้นแต่ด้วยการอนุมัติจากอัลลอฮ์) แล้วเขากล่าวว่า "หัยยา อะลัล ฟะลาห์" (จงมาสู่ความสำเร็จกันเถิด) และเขาก็กล่าวตามว่า 'ลาเฮาลา วาลา กุววาตา อิลลา บิลลาฮ์" และ จากนั้นเขากล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร" แล้วเขาก็กล่าวตามว่า 'อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร' แล้วเขากล่าวว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์" และเขาก็กล่าวตามว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์" จากใจของเขา เขาจะได้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอน”
บันทึกโดย มุสลิมการอะซาน คือการประกาศให้ผู้คนทราบถึงเวลาสำหรับการละหมาดนั้นได้มาถึงแล้ว และถ้อยคำของการอะซานนั้นเป็นถ้อยคำที่ครอบคลุมถึงหลักแห่งการศรัทธา และในหะดีษนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อได้ยินเสียงอะซาน นั่นคือให้ผู้ที่ได้ยิน กล่าวเหมือนอย่างที่ผู้ประกาศได้ทำการประกาศไว้ เมื่อผู้ประกาศกล่าวว่า"อัลลอฮุอักบัร" ผู้ที่ได้ยินก็กล่าวว่า"อัลลอฮุอักบัร" และให้กล่าวตามเช่นนี้ ยกเว้น ตอนที่ผู้ประกาศกล่าวว่า "หัยยา อาลัศเศาะลาฮ์" และ "หัยยา อาลัลฟาลาฮ์" ก็ให้ผู้ที่ได้ยินกล่าวว่า "ลาเฮาลา วาลา กุววาตา อิลลา บิลลาฮ์" และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า ใครก็ตามที่กล่าวตามผู้ประกาศด้วยความบริสุทธิ์จากใจของเขา เขาจะได้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอน. ความหมายของถ้อยคำต่างๆ ของอะซาน: อัลลอฮุอักบัร : พระองค์คือผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงเกียรติ เหนือสิ่งอื่นใด "อัชฮะดู อันลา อิลาฮะอิลลัลลอฮ์" คือไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น. "อัชฮาดู อันนา มูฮัมมะดัรเราะซูลุลลอฮ์" คือข้าพเจ้าขอยอมรับ และปฏิญาณด้วยปากและด้วยใจว่ามูฮัมมัดเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ ที่อัลลอฮ์ทรงส่งท่านมา และวาญิบต้องเชื่อฟังท่าน. "หัยยะ อาลัศ เศาะลาฮ์" คือจงมาละหมาดกันเถิด และผู้ที่ได้ยินกล่าวว่า "ลาเฮาลา วะลา กุววาตา อิลลา บิลลาฮ์" คือไม่มีอำนาจใดที่จะทำให้หลุดพ้นจากการขวางกั้นสู่การปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ได้ และไม่มีพละกำลังใดที่จะทำสิ่งนั้น และไม่มีความสามารถเหนือสิ่งใดๆ นอกจากด้วยการอนุมัติจากอัลลอฮ์ ตะอาลา. "หัยยา อะลัล ฟะลาห์" คือจงมาสู่สาเหตุแห่งความสำเร็จกันเถิด นั่นคือความสำเร็จด้วยการเข้าสวรรค์ และรอดพ้นจากไฟนรก.
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่ลืมละหมาดใดละหมาดหนึ่ง ดังนั้นเขาจงละหมาดเมื่อนึกขึ้นได้ ไม่มีการลบล้างบาปสำหรับการทิ้งละหมาดนอกจากด้วยการละหมาด อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า "และจงละหมาดเพื่อรำลึกถึงข้า" [ซูเราะฮ์ ฏอฮา : 14]
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า แท้จริงผู้ใดที่ลืมละหมาดใดละหมาดหนึ่งจนเวลาของมันได้ล่วงเลยไป ดังนั้นจำเป็นสำหรับเขาต้องรีบเร่งละหมาดชดเมื่อมีการนึกขึ้นได้ เพราะไม่มีการลบล้างและไม่มีการปกปิดสำหรับบาปที่เกิดจากการทิ้งละหมาดนอกจากด้วยการละหมาดเมื่อมีการนึกขึ้นได้ อัลลอฮ์ ทรงตรัสในคัมภีร์ของพระองค์ว่า "وأقم الصلاة لذكري" [ซูเราะฮ์ ฏอฮา: 14] คือเจ้าจงละหมาดที่ลืมไปเมื่อมีการนึกขึ้นมาได้.
จากอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า: ในการทำสงครามของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ครั้งหนึ่งนั้นได้พบผู้หญิงคนหนึ่งถูกสังหาร ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจึงประณามการฆ่าผู้หญิงและเด็ก
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เห็นหญิงคนหนึ่งถูกสังหารในการรบครั้งหนึ่ง ดังนั้นท่านจึงประณามการฆ่าผู้หญิงและเด็กหนุ่มที่ยังไม่ถึงวัยแห่งการทำบาปอันใด
จากอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา รายงานว่า: จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แท้จริงแล้วท่านห้ามการนะซัร คือ โดยท่านกล่าวว่า “มันไม่ได้นำมาซึ่งความดี แต่มันจะถูกดึงออกมาใช้จากคนตระหนี่”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามมิให้กระทำการบนซึ่งหมายถึงการที่บุคคลผูกพันตนเองให้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ศาสนบัญญัติไม่ได้กำหนดให้เขาต้องปฏิบัติ ท่านกล่าวว่า การบนไม่ทำให้เกิดสิ่งใดเร็วขึ้นหรือช้าลง แต่การบนทำให้ได้สิ่งหนึ่งจากคนตระหนี่ที่ไม่ยอมทำสิ่งใดนอกจากสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตนเท่านั้น และการบนไม่ได้ทำให้เกิดสิ่งใดใหม่ที่มิได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
จากอบูมูซา อัลอัชอะรีย์ เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พร้อมกับพรรคพวกของฉัน โดยหวังจะขอยานพาหนะจากท่าน (สัตว์สำหรับขี่บรรทุกหรือลากเข็น) ท่านพูดว่า: "ขอสาบานด้วยพระเจ้า ฉันไม่อาจให้ยานพาหนะแก่พวกเจ้า ฉันไม่มียานพาหนะที่จะให้แก่พวกเจ้า” จากนั้นเราก็พักอยู่กับท่านได้สักพัก ก็ได้มีอูฐ(จำนวนหนึ่ง)ถูกนำมาให้ท่าน ดังนั้นท่านจึงสั่งมอบอูฐให้เราสามตัว เมื่อเราออกเดินทาง พวกเราบางคนก็พูดกันว่า: พระเจ้าคงไม่ทรงประทานความจำเริญแก่เราหรอก เราไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วเราก็ได้ขอยานพาหนะจากท่าน แต่ท่านกลับสาบานว่าจะไม่ให้ยานพาหนะแก่เรา และท่านก็ให้มันแก่เรา อบู มูซา กล่าวว่า: เราได้ไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวแก่ท่าน และท่านกล่าวว่า: “ไม่ใช่ฉันที่จะให้ยานพาหนะแก่สูเจ้า แต่พระผู้เป็นเจ้าจะทรงประทานให้แก่สูเจ้า ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์ - หากพระเจ้าทรงประสงค์” - ฉันจะไม่สาบาน และฉันคิดว่ามีสิ่งอื่นดีกว่านั้น เว้นแต่ฉันจะชดใช้คำสาบานของฉัน และฉันจะนำมาในสิ่งที่ดีกว่านั้น”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมอบูมูซา อัลอัชอะรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่าเขาไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พร้อมกับชนเผ่าของเขา และจุดประสงค์ของพวกเขาคือเพื่อขออูฐจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อจะได้เข้าร่วมทำญิฮาดได้ ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมสาบานว่า เขาจะไม่สามารถให้พวกเขาขี่ได้ เนื่องจากท่านไม่มีพาหนะที่เพียงพอสำหรับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงกลับไปพักอยู่สักพัก จากนั้นอูฐสามตัวก็ถูกนำไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านก็ส่งอูฐเหล่านั้นไปหาพวกเขา และบางคนก็พูดกันว่า: พระเจ้าคงไม่ทรงประทานความจำเริญแก่เราหรอก เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สาบานว่าจะไม่ให้ยานพาหนะแก่เรา พวกเขาจึงมาหาท่านนบีและถามท่านนบี ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า ผู้ที่จะทรงประทานยานพาหนะแก่สู่เจ้า คือพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ เพราะพระองค์คือผู้ประทานการชี้นำและปัจจัยยังชีพ แต่ฉันเป็นเหตุให้สิ่งนี้มีขึ้นนั้นด้วยมือของฉัน หลังจากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้กล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ หากเป็นที่ประสงค์ของพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่สาบานที่จะทำสิ่งใดหรือเลิกทำสิ่งใด และหากข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งที่ดีกว่าคำสาบานนั้นมีประโยชน์และมีคุณค่ามากกว่า ข้าพเจ้าจะเลือกทำสิ่งที่ดีกว่าและละทิ้งคำสาบานนั้น และข้าพเจ้าจะทำการไถ่คำสาบานของข้าพเจ้าด้วยการชดใช้ตามที่กำหนดไว้
จากอบูมูซา เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า: “ท่านเราะซูลุลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยถูกถามถึงคนที่ต่อสู้เพื่อแสดงความกล้าหาญ ต่อสู้เพราะความแค้น และเพื่อแสดงความโอ้อวด แล้วคนไหนที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์?” ท่านเราะซูลุลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "ผู้ที่ต่อสู้เพื่อให้พระวจนะของอัลลอฮ์เป็นที่สูงส่ง เขาคือผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ถูกถามถึงเจตนารมณ์ของผู้ที่ต่อสู้ บางคนต่อสู่เพื่อแสดงถึงความกล้าหาญ เพื่อล้างแค้น หรือเพื่อต้องการอวดสถานะของเขาให้ผู้อื่นรู้ หรือเจตนาเพื่อสิ่งอื่นใด แบบไหนเรียกว่า ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็กล่าวว่า คนที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์นั้น คือคนที่ต่อสู้เพื่อให้พระวจนะของอัลลอฮ์เป็นที่สูงส่ง
จากอบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า "ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เมื่อพวกเจ้าได้ยินเสียงประกาศ(เรียกสู่การละหมาด) ก็จงกล่าวตามที่ผู้ประกาศได้กล่าวไว้”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ส่งเสริมให้ตอบรับเสียงประกาศของมุอัซซิน(ผู้ประกาศ) เมื่อได้ยินเสียงประกาศนั้น ด้วยการให้เรากล่าวเหมือนที่มุอัซซินกล่าวไว้ ประโยคต่อประโยค ดังนั้น เมื่อมุอัซซิน กล่าวตักบีร (อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร) ก็ให้เรากล่าวตักบีรตามหลังจากเขา และเมื่อเขากล่าวคำปฏิญาณทั้งสอง เราก็กล่าวตามหลังจากนั้น ยกเว้นประโยค ที่ว่า (หัยยาอะลัศเศาะลาฮ์ หัยยาอะลัลฟะลาห์) ให้เรากล่าวหลังจากประโยคทั้งสองนี้ด้วย ประโยคที่ว่า (ลาเหาลา วะลากุววะตา อิลลา บิลลาฮ์)