





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวกับอบูบักร์และอุมัร ว่า : “สองคนนี้ เป็นหัวหน้าของผู้ใหญ่แห่งชาวสวรรค์ ตั้งแต่ยุคแรกและยุคหลัง ยกเว้นบรรดาศาสดาและบรรดาศาสนทูต”
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่า อบูบักร์ อัศ-ศิดดีก และอุมัร อัล-ฟารูก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เป็นคนที่ดีที่สุดรองจากบรรดาศาสดา และคนที่ดีที่สุดในการเข้าสู่สวรรค์หลังจากบรรดาศาสดาและบรรดาศาสนทูต
จากอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อัลฮะซันและอัลฮุเซน เป็นหัวหน้าของเยาวชนแห่งชาวสวรรค์”
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่าหลานชายสองคนของเขา อัล-หะซัน และอัล-ฮุเซน บุตรชายของอาลี บิน อบีฏอลิบ กับท่านหญิงฟาติมะฮ์ ลูกสาวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และขอให้พระผู้เป็นเจ้าทรงพอพระทัยพวกเขา คือหัวหน้าของทุกคนที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัยและได้เข้าสวรรค์ หรือว่าพวกเขาเป็นหัวหน้าของเยาวชนแห่งชาวสวรรค์ ยกเว้นบรรดานบีและ บรรดาผู้เป็นเคาะลีฟะห์ทั้งหลาย
จากอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า: "แท้จริงผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่พวกเจ้า เมื่อได้เสียชีวิตลงแล้ว จะถูกเสนอให้เขาเห็นสถานที่อยู่ของเขาทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น ถ้าเขาเป็นชาวสวรรค์ เขาก็จะถูกจัดให้เป็นชาวสวรรค์ ถ้าเขาเป็นพวกชาวนรก เขาก็จะถูกจัดให้เป็นชาวนรก แล้วจะมีการกล่าวแก่เขาว่า นี่คือที่พำนักสำหรับเจ้า จนกว่าจะถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพอีกครั้งในวันกิยามะฮ์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่าเมื่อบ่าวคนใดเสียชีวิต จะถูกนำเสนอแก่เขาสถานที่เฉพาะในสวรรค์หรือนรก ในตอนเริ่มต้นของวันและในตอนท้ายของวัน สถานที่ของเขาอยู่ในสวรรค์ หากเขาเป็นหนึ่งในชาวสวรรค์ และสถานที่ของเขาอยู่ในนรก หากเขาเป็นหนึ่งในชาวนรก และได้มีการกล่าวแก่เขาว่า: นี่คือที่พำนักของเจ้าซึ่งจะถูกส่งไปในวันกิยามะฮ์ และในสิ่งนั้นคือความสุขสำราญสำหรับผู้ศรัทธา และการลงโทษสำหรับผู้ปฏิเสธศรัทธา
จากตะมีม อัดดารีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงศาสนานี้จะไปถึงทุกที่ที่กลางวันและกลางคืนไปถึง อัลลอฮ์จะไม่ทรงทิ้งบ้านแม้แต่หลังเดียวไม่ว่าจะในเมืองหรือในชนบท อัลลอฮ์ก็จะทรงนำศาสนานี้เข้าไป จะด้วยเกียรติภูมิของผู้สูงศักดิ์หรือด้วยความอัปยศของผู้ต่ำต้อย เป็นสิ่งประเสริฐเพราะอัลลอฮ์ทรงให้เกียรติมันด้วยอิสลาม และต่ำต้อยเพราะอัลลอฮ์ทรงทำให้มันอัปยศด้วยการปฏิเสธศรัทธา" ตะมีม อัดดารีย์ กล่าวว่า "ฉันรู้สิ่งนี้ในครอบครัวของฉัน ผู้ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามได้รับความดี ความรุ่งโรจน์ และมีเกียรติ ในขณะที่ผู้ปฎิเสธศรัทธาจะได้รับความอัปยศ ความต่ำต้อย และจ่ายญิซยะฮ์"
บันทึกโดย อะห์มัดท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า ศาสนาอิสลามจะขยายไปทั่วแผ่นดิน ดังนั้น สถานที่ใดที่กลางคืนและกลางวันไปถึง ศาสนานี้ก็จะไปถึงที่นั่นเช่นกัน อัลลอฮ์จะไม่ทิ้งบ้านแม้แต่หลังเดียว ไม่ว่าจะในเมืองหรือในชนบท ไม่ว่าจะในที่ลุ่มหรือในทะเลทราย พระองค์ก็จะทรงให้ศาสนานี้เข้าไป ใครก็ตามที่ยอมรับศาสนานี้และศรัทธาต่อมัน เขาจะเป็นคนที่มีเกียรติด้วยเกียรติของศาสนาอิสลาม และใครก็ตามที่ปฏิเสธมันและไม่ศรัทธาต่อมัน เขาจะประสบกับความอัปยศและต่ำต้อย จากนั้นท่าน ตะมีม อัดดารีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า เขารู้ถึงสิ่งที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาเอง เพราะผู้ที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามจากครอบครัวของเขา เขาผู้นั้นได้รับความดี มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรี และผู้ที่ปฏิเสธจากครอบครัวของเขา เขาก็ได้รับความอัปยศและความต่ำต้อย และพร้อมกันนั้นเขาต้องจ่ายญิซยะฮ์ให้กับมุสลิม
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้กล่าวว่า : ฉันกล่าวว่า "โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ท่านอิบนุจญัดอาน ในยุคก่อนอิสลามนั้นเขาได้ทำการสานสัมพันธ์กับเครือญาติ ให้อาหารแก่คนยากจน สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเขาหรือไม่? ท่านตอบว่า "ไม่เป็นประโยชน์ใดๆ สำหรับเขา เพราะเขาไม่เคยกล่าว "رب اغفرلي خطيئتي يوم الدين "
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าว่า อับดุลลอฮ์ บิน จญัดอาน ซึ่งเป็นแกนนำคนหนึ่งของพวกกุร็อยช์ในยุคก่อนอิสลาม และส่วนหนึ่งที่เป็นคุณงามความดีของเขา คือ เขาสานสัมพันธ์กับเครือญาติของเขา ทำดีต่อพวกเขา ให้อาหารแก่คนยากคนจน และความดีอื่นๆ ที่เป็นความดีที่ศาสนาอิสลามได้ส่งเสริม แต่ความดีเหล่านี้ไม่เป็นกระโยชน์สำหรับเขาในวันกิยามะฮ์ เพราะเขาปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และเขาไม่เคยกล่าวขออภัยโทษแม้แต่วันเดียว ด้วยการกล่าวว่า "رب اغفرلي خطيئتي يوم الدين "
จาก ซัยด์ บิน คอลิด อัลญุฮะนีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นำพวกเราละหมาดซุบฮ์ที่ ฮุดัยบียะฮ์ ขณะที่ยังมีร่องรอยของฝนที่ตกลงมาลงเมื่อคืน เมื่อละหมาดเสร็จแล้วท่านก็หันหน้ามาหาผู้คน แล้วกล่าวว่า "พวกเจ้ารู้ไหมว่าพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าได้กล่าวไว้อย่างไร?" พวกเขาตอบว่า "อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์เท่านั้นที่รู้ดียิ่ง" ท่านกล่าวต่อว่า "พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า: "ส่วนหนึ่งจากบ่าวของข้าตื่นขึ้นมามีทั้งผู้ศรัทธาและผู้ปฏิเสธศรัทธา โดยผู้ใดกล่าวว่าฝนที่ตกแก่พวกเราด้วยความโปรดปรานและความเมตตาของอัลลอฮ์ นั่นแหละคือผู้ศรัทธาต่อข้าและปฏิเสธการศรัทธาต่อดวงดาว ส่วนผู้ที่กล่าวว่าฝนที่ตกลงมาด้วยอิทธิพลของดาวดวงนั้นดวงนี้ นั้นแหละเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อข้า แต่เป็นผู้ศรัทธาต่อดวงดาว”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม ทำการละหมาดซุบฮ์ที่ฮุดัยบิยะฮ์ -เป็นเมืองๆ หนึ่งที่ใกล้กับเมืองมักกะฮ์- หลังจากที่ฝนตกในคืนนั้น หลังจากการให้สลามและเสร็จจากการละหมาด ท่านก็หันหน้าเข้าหาผู้คน แล้วถามพวกเขาว่า "พวกเจ้ารู้ใหมว่า พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าได้กล่าวไว้อย่างไร? พวกเขาตอบว่า "อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์เท่านั้นทรงรู้ดียิ่ง" ท่านกล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้อธิบายว่า มนุษย์แตกออกเป็นสองกลุ่มเมื่อฝนตก : กลุ่มหนึ่งศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา และอีกกลุ่มปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์ ตะอาลา ส่วนผู้กล่าวว่า "ฝนที่ตกแก่พวกเรานั้น ด้วยความโปรดปรานและความเมตตาของอัลลอฮ์ โดยการระบุแหล่งที่มาของฝนนั่นมาจากอัลลอฮ์ ดังนั้นพวกเขาคือผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ พระองค์ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงจัดการทุกสิ่งในจักรวาล และเป็นผู้ที่ปฏิเสธการศรัทธาต่อดวงดาว ส่วนผู้ที่กล่าวว่า "ฝนที่ตกลงมานั้นด้วยอิทธิพลของดาวดวงนั้นดวงนี้ นั้นแหละเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ แต่เป็นผู้ศรัทธาต่อดวงดาว ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิเสธชนิดเล็ก โดยการอ้างว่าแหล่งที่มาของฝนนั้นคือดวงดาว และอัลลอฮ์ไม่ได้สร้างให้มันเป็นเหตุทั้งทางศาสนา และทางการกำหนดสภาวการณ์ ส่วนผู้ที่ถือว่าฝนและเหตุการณ์ทางโลกอื่น ๆ มาจากการเคลื่อนที่ของดวงดาวทั้งที่ขึ้นและที่ตก โดยเชื่อว่าดวงดาวเหล่านั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดเช่นนั้นจริง ๆ ดังนั้นเขาผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาที่เป็นการปฏิเสธที่ใหญ่หลวง (บาปใหญ่)
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: มีเศาะฮาบะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กลุ่มหนึ่งได้มาหาท่าน แล้วถามท่านว่า "แท้จริงพวกเรา รู้สึกมีอะไรบางอย่างในบางคนในหมู่พวกเราเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าพวกเราจะพูดถึงมัน ท่านกล่าวว่า "และแน่นอน พวกเจ้าได้พบมันแล้วใช่ไหม? พวกเขาตอบว่า "ใช่" ท่านตอบว่า "นั่นเป็นการแสดงถึงการศรัทธาที่ชัดแจ้ง"
บันทึกโดย มุสลิมเศาะฮาบะฮ์ของท่านนบีกลุ่มหนึ่งได้เข้ามาถามท่าน เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาพบในตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าพวกเขาจะพูดถึง เพราะความน่ารังเกียจและความเกลียดชังของพวกเขาที่มีต่อสิ่งนั้น และท่านนบี อะลัยฮิศเศาะลาตุวัสสลาม กล่าวว่า "แท้จริงสิ่งที่พวกเจ้าได้พบนั้นคือการศรัทธาที่ชัดเจน และการยึดมั่นที่มั่นคงที่ผลักดันให้พวกเจ้าป้องกันจากสิ่งที่ชัยฏอนใส่เข้าไปในหัวใจ และการปฏิเสธของพวกเจ้าที่จะพูดคำเหล่านั้นและความยิ่งใหญ่ของสิ่งนั้นในตัวพวกเจ้า และแท้จริงชัยฏอนไม่มีอำนาจเหนือหัวใจของพวกเจ้า ไม่เหมือนคนที่ชัยฏอนควบคุมหัวใจของเขาและไม่สามารถป้องกันมันได้"
จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า : มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยกล่าวว่า "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แท้จริงมีคนหนึ่งในหมู่พวกเราเขารู้สึกในตัวของเขามีบางสิ่งซึ่งเขารู้สึกว่า ถ้าเขากลายเป็นขี้เถ้าจะดีกว่าการที่จะพูดคำนั้นออกมา ท่านนบีกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลหัมดุลิลลาฮ์ ที่พระองค์ทรงทำให้แผนการของชัยฏอนนั้นเป็นได้แค่การกระซิบ"
บันทึกโดย อบูดาวูด และอันนะซาอีย์ในหนังสืออัลกุบรอมีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยกล่าวว่า "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แท้จริงแล้วมีคนหนึ่งในหมู่พวกเรา เขาได้รู้สึกว่าในตัวเขามีอะไรบางอย่าง แต่การพูดสิ่งนั้นออกมา ถือว่าเป็นสิ่งที่ร้ายแรงยิ่ง ถึงขั้นว่า ถ้าได้กลายเป็นขี้เถ้าย่อมจะดีกว่าที่จะพูดคำนั้นออกมา ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ตักบีรสองครั้ง และได้สรรเสริญต่ออัลลอฮ์ ที่ได้ทรงทำให้แผนการของชัยฏอนนั้นเป็นได้แค่การกระซิบเท่านั้น
จากท่านอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ชัยฏอนจะมาหาคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้า แล้วมันกล่าวว่า “ใครสร้างสิ่งนั้น? ใครสร้างสิ่งนี้?” สุดท้ายมันก็ถามว่า “ใครสร้างอัลลอฮ์” ดังนั้น เมื่อคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าได้พบกับเรื่องเช่นนี้ ก็จงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ และให้จบแค่นั้น”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกเกี่ยวกับทางออกที่ได้ผลต่อคำถามที่ชัยฏอนนั้นกระซิบกับผู้ศรัทธา ดังนั้นชัยฏอนกล่าวว่า "ใครเป็นผู้สร้างสิ่งนั้น? ใครเป็นผู้สร้างท้องฟ้า? ใครเป็นผู้สร้างแผ่นดิน? จากนั้นผู้ศรัทธาตอบมันด้วยศาสนา สัญชาตญาณและเหตุผล โดยกล่าวว่า "อัลลอฮ์" แต่ชัยฏอนไม่หยุดเพียงแค่นั้นในการกระซิบนี้ แต่มันดำเนินต่อไปจนกระทั่งมันถามว่า: "ใครเป็นผู้สร้างพระเจ้าของพวกเจ้า? จากนั้นผู้ศรัทธาจะขจัดเสียงกระซิบนั้นด้วยวิธีการสามประการ: ด้วยการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ด้วยการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ให้ห่างไกลจากชัยฏอน และด้วยการหยุดการหลงไปกับเสียงกระซิบนั้น