





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา แท้จริง ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ถ้าหากผู้คนได้รับสิ่งที่ตนเรียกร้องตามคำกล่าวอ้าง คงจะมีชายจำนวนมากอ้างสิทธิในทรัพย์สินและชีวิตของผู้อื่น แต่สิ่งที่จำเป็นคือหลักฐานจะต้องมีสำหรับผู้ที่กล่าวอ้าง และการสาบานจะต้องทำโดยผู้ที่ปฏิเสธ"
รายงานโดย อัลบัยฮะกีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แสดงไว้ชัดเจนว่า หากผู้คนได้รับสิ่งที่เรียกร้องเพียงตามคำกล่าวอ้าง โดยไม่มีหลักฐานหรือพยาน ย่อมจะมีผู้คนจำนวนมากอ้างสิทธิในทรัพย์สินและชีวิตของผู้อื่น ดังนั้น ผู้ที่กล่าวอ้างจะต้องนำเสนอหลักฐานและพยานเพื่อสนับสนุนคำเรียกร้องของตน หากไม่มีหลักฐาน จะต้องนำเรื่องไปสู่ผู้ที่ถูกกล่าวหา และหากเขาปฏิเสธการกล่าวอ้างนั้น จะต้องทำการสาบานเพื่อป้องกันตนเอง
จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่กินกระเทียมหรือหัวหอม ก็ให้เขาแยกตัวออกไป - หรือท่านกล่าวว่า: ให้เขาแยกตัวออกไป - จากมัสยิดของเราและอยู่บ้าน” และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รับหม้อซึ่งในนั้นบรรจุผักต่างๆ ที่มีกลิ่น และท่านได้รับกลิ่นเหม็น จึงถามถึงสิ่งนั้น และได้บอกถึงผักต่างๆ ที่มีกลิ่นที่อยู่ในนั้น แล้วท่านกล่าวว่า "จงเอาสิ่งนี้ไปมอบให้กับบรรดามิตรสหายของท่านที่มาพร้อมกับท่าน และเมื่อเขาเห็นท่านนบีจึงรังเกียดที่จะกินมัน ท่านนบีเลยกล่าวว่า : “กินสิ เพราะฉันจะสื่อสารกับคนที่เจ้าไม่สื่อสารด้วย” และมีในรายงานโดยมุสลิมจากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: “ผู้ใดที่กินจากผักพวกนี้ เช่น กระเทียม - และครั้งหนึ่งท่านนบีเคยกล่าวว่า : ผู้ใดที่กินหัวหอม กระเทียมและต้นหอม อย่าได้เข้าใกล้มัสยิดของเรา เพราะมลาอิกะฮ์ก็จะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ลูกหลานของอาดัมได้รับผลกระทบ”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบีมุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามผู้ที่รับประทานกระเทียม หรือหอมไม่ให้มาที่มัสยิด เพื่อไม่ให้รบกวนพี่น้องที่มาร่วมละหมาดด้วยกลิ่นของมัน ซึ่งเป็นการห้ามที่เป็นการแนะนำให้หลีกเลี่ยงการมาที่มัสจิด ไม่ใช่การห้ามการรับประทานอาหารเหล่านั้น เนื่องจากอาหารทั้งสองประเภทนี้เป็นสิ่งที่อนุญาต ท่านนบีได้รับการเสิร์ฟอาหารที่มีผักอยู่ในหม้อ เมื่อท่านได้กลิ่นและได้รับการบอกกล่าวว่าในนั้นมีผัก ท่านจึงงดรับประทานและให้บางคนในบรรดาสหายของท่านรับประทานแทน บรรดาสหายก็รังเกียดที่จะรับประทานมันเพื่อตามแบบอย่างท่านนบี เมื่อท่านนบีเห็นสภาพเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “จงกินเถิด เพราะฉันได้สนทนากับมลาอิกะห์ด้วยวะฮี" ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่ามลาอิกะฮ์ได้รับผลกระทบจากกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เช่นเดียวกับที่ผู้คนได้รับผลกระทบจากมัน
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า เขาได้ยิน ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกเจ้าไม่เห็นหรอกหรือว่า หากมีลำธารไหลผ่านหน้าบ้านของพวกเจ้าคนหนึ่ง โดยที่เขาอาบน้ำชำระร่างกายในลำธารนั้นห้าครั้งต่อวัน เจ้าจะคิดอย่างไร จะมีสิ่งสกปรกติดอยู่อีกไหม?" พวกเขากล่าวว่า จะไม่มีสิ่งสกปรกติดอยู่อีกเลย ท่านนบีกล่าวว่า "เช่นเดียวกับการละหมาดห้าเวลา ที่อัลลอฮ์จะทรงลบล้างบาป"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เปรียบเทียบการละหมาดห้าเวลาในแต่ละวันในการขจัดและลบล้างบาปเล็ก เปรียบเสมือนลำธารที่ไหลผ่านหน้าบ้านของคนหนึ่ง โดยที่เขาอาบน้ำชำระร่างกายจากลำธารนั้นห้าครั้งต่อวัน ซึ่งมันจะไม่มีสิ่งสกปรกและสิ่งเปรอะเปื้อนให้หลงเหลืออีกเลย
จากอัมรุ บิน ชุอัยบ์ จากพ่อของเขา จากปู่ของเขา กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า: "พวกเจ้าจงใช้บรรดาลูกๆ ของพวกเจ้าให้ละหมาด เมื่อพวกเขามีอายุเจ็ดขวบ และพวกเจ้าจงตีพวกเขาหากพวกเขาไม่ละหมาด เมื่อพวกเขามีอายุสิบขวบและจงแยกห้องนอนระหว่างพวกเขา"
บันทึกโดย อบูดาวูดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่า ผู้ที่เป็นพ่อจำเป็นต้องสั่งใช้บรรดาลูกๆ ของเขา(ทั้งชายและหญิง)ให้ละหมาดและสอนสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อให้พวกเขาได้ทำการละหมาด เมื่อพวกเขามีอายุเจ็ดขวบ และเมื่อพวกเขามีอายุสิบขวบการสั่งใช้(ให้ละหมาดก็หนักขึ้น) โดยให้ตีหากบรรดาลูกๆ ละเลยไม่ละหมาดและให้แยกห้องนอนระหว่างพวกเขา
จากอัลดุรเราะห์มาน บิน อบูลัยลา กล่าวว่า กะอ์บุ บิน อุจเราะฮ์ กล่าวว่า เจ้าจะเอาไหม ฉันจะมอบของขวัญแก่เจ้า? แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออกมายังพวกเรา แล้วพวกเราก็กล่าวว่า โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แท้จริงพวกเรารู้แล้วว่าวิธีการให้สลามแก่ท่านเป็นอย่างไร แต่พวกเรา(ไม่รู้ว่าวิธี)จะเศาะละวาตแก่ท่านอย่างไร? ท่านนบีตอบว่า "พวกเจ้าจงกล่าว: อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิอะลา มุหัมมัด วะอะลาอาลิ มุหัมมัด กะมาศ็อลลัยตะ อะลา อาลิอิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดุมมะญีด อัลลอฮุมมะ บาริกอะลา มุหัมมัด วะอะลาอาลิ มุหัมมัด กะมาบาร็อกตะ อะลาอาลิอิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดดุม มะญีด" (ความว่า “โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา ขอทรงประทานพรแด่มุหัมมัดและครอบครัวของมุหัมมัด เช่นที่พระองค์ประทานพรแด่ครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา ขอทรงประทานความจำเริญแด่มุหัมมัดและครอบครัวของมุหัมมัด เช่นที่พระองค์ประทานความจำเริญแด่ครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง")
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมเศาะหาบะฮ์ได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกี่ยวกับวิธีการเศาะละวาตแก่ท่าน หลังจากที่พวกเขาได้รับรู้เกี่ยวกับวิธีการทักทายให้สลามแก่ท่านแล้ว "อัสสลามุ อะลัยกา อัยยุฮันนะบียุ วะเราะห์มะตุลลอฮิ วะบะเราะกาตุฮ์" (ความว่า: ความสันติความเมตตาและความจำเริญแห่งอัลลอฮ์จงมีแด่ท่านเถิด โอ้ท่านนบี) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้บอกพวกเขาเกี่ยวกับวิธีการเศาะละวาตแก่ท่าน ซึ่งความหมายของมันคือ "อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิอะลา มุหัมมัด วะอะลาอาลิ มุหัมมัด" คือ ขอพระองค์ทรงสรรเสริญท่านนบี ผู้เจริญรอยตามท่านในเรื่องศาสนา และบรรดาผู้ศรัทธาจากเครือญาติของท่านด้วยการบอกเล่าอันดีงามในหมู่บรรดามะลาอิกะฮ์ "กะมาศ็อลลัยตะ อะลา อาลิอิบรอฮีม" ดังที่พระองค์ได้ให้ความเมตตากรุณาแด่ครอบครัวของอิบรอฮีม ซึ่งพวกเขาคือ อิบรอฮีม อิสมาอีล อิสฮาก และบรรดาผู้ศรัทธาที่เจริญรอยตามท่าน ก็ขอพระองค์ทรงประทานความเมตตาแด่มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม "อินนะกะ หะมีดุมมะญีด" คือ พระองค์ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญทั้งในอาตมัน คุณลักษณะ และการกระทำของพระองค์ พระองค์เป็นผู้ทรงไพศาลในด้านความยิ่งใหญ่ อำนาจ และเอื้อเฟื้อมีน้ำใจ "อัลลอฮุมมะ บาริกอะลา มุหัมมัด วะอะลาอาลิ มุหัมมัด กะมาบาร็อกตะ อะลาอาลิอิบรอฮีม" คือ ขอพระองค์ได้โปรดประทานความดีและเกียรติศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่แด่ท่านนบี พร้อมเพิ่มสิ่งเหล่านี้และให้มันอยู่กับท่านตลอดไป
จากอุบาดะฮ์ บิน อัศศอมิต เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "การละหมาดนั้นใช้ไม่ได้สำหรับผู้ที่ไม่อ่านอัลฟาติหะฮ์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แจ้งว่า การละหมาดนั้นใช้ไม่ได้ เว้นแต่ด้วยการอ่านซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ เพราะมันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการละหมาดในทุกร็อกอะฮ์
จากอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดทำการอาบน้ำชำระล้างในวันศุกร์แล้วออกเดินทาง(ไปละหมาดวันศุกร์) ประหนึ่งว่าเขาได้บริจาคอูฐและผู้ใดไปในชั่วโมงที่สองก็เหมือนกับว่าเขาบริจาควัว และผู้ใดไปในชั่วโมงที่สาม เปรียบเสมือนได้บริจาคแกะมีเขาตัวหนึ่ง และผู้ใดไปในเวลาที่สี่ก็เปรียบเสมือนได้บริจาคไก่ตัวเมียหนึ่งตัว และผู้ใดออกเดินทางในชั่วโมงที่ห้า ประหนึ่งว่าเขาได้บริจาคไข่ และเมื่ออิหม่ามออกมา บรรดามะลาอิกะฮ์ก็จะมานั่งฟังการรำลึกถึงอัลลอฮ์(การเทศนา)”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกเล่าถึงความประเสริฐของการไปมัสยิดเพื่อทำการละหมาดวันศุกร์แต่เช้า" การไปมัสยิดแต่เช้าสำหรับวันศุกร์เริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงการมาถึงของอิมาม ซึ่งใช้ห้าชั่วเวลา และแบ่งเวลาเหล่านี้ออกเป็นห้าส่วนตามระยะเวลาจากพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงการที่อิมามขึ้นบนแท่นกล่าวสุนทรพจน์ (คุตบะ) ประการแรก ผู้ใดอาบน้ำชำระล้างแบบสมบูรณ์ ดั่งเช่น การอาบน้ำยกฮะดัษ แล้วไปมัสยิดเพื่อละหมาดวันศุกร์ในชั่วโมงแรก ประหนึ่งว่าเขาได้บริจาคทานด้วยอูฐ ประการที่สอง ผู้ใดไปในชั่วโมงที่สอง ประหนึ่งว่าเขาได้บริจาคทานด้วยวัว ประการที่สาม: ผู้ใดไปในชั่วโมงที่สาม ประหนึ่งว่าเขาได้บริจาคทานด้วยแกะผู้ตัวหนึ่งซึ่งมีเขา ประการที่สี่: ผู้ใดไปในชั่วโมงที่สี่ ประหนึ่งว่าเขาได้บริจาคทานด้วยไก่ ประการที่ห้า: ผู้ใดไปในชั่วโมงที่ห้า ประหนึ่งว่าเขาได้บริจาคทานด้วยไข่ เมื่ออิหม่ามขึ้นคุฎบะห์ (เทศนา) มลาอีกะฮ์ที่นั่งอยู่ที่ประตูก็จะหยุดเขียนถึงผู้ที่เข้ามาในมัสยิดก่อนเวลาคุฎบะห์ และพวกเขาก็มาฟังการรำลึกถึงอัลลอฮ์และการเทศนา
จากอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดในหมู่พวกท่านที่วันศุกร์ได้มาถึงเขา ให้เขาทำการอาบน้ำ (ฆุซุล)"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เน้นย้ำว่าใครก็ตามที่ต้องการมาละหมาดในวันศุกร์ แนะนำให้เขาทำการอาบน้ำชำระล้างตัว เช่นเดียวกับที่เขาทำการชำระล้างตัว เมื่อมีญะนาบะฮ์
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาดอย่างดี และเดินไปสู่การละหมาดญุมุอะฮ์(วันศุกร์) ได้ฟังคุฏบะฮ์(การเทศนา) และได้ตั้งใจฟังอย่างดี เขานั้นก็จะถูกให้อภัยโทษระหว่างสองศุกร์ และเพิ่มอีกสามวัน และบุคคลที่นับหินในมัสยิด (ก็ถือว่าเขาได้หันเหออกจากการฟังคุฎบะฮ์แล้ว) ผลบุญ(การตอบแทน) ของเขาถือว่าลดน้อยลง"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกเราว่าใครก็ตามที่อาบน้ำละหมาดอย่างสมบูรณ์ โดยปฏิบัติทั้งรุก่น ซุนนะฮ์และมารยาทต่างๆ ของการอาบน้ำละหมาดอย่างสมบูรณ์ จากนั้นมาละหมาดวันศุกร์และฟังคุฏบะฮ์อย่างตั้งใจและนิ่งเงียบ ไม่ทำสิ่งไร้สาระ อัลลอฮ์จะทรงอภัยบาปเล็กๆ น้อยๆ ของเขาเป็นเวลาสิบวัน คือตั้งแต่ละหมาดวันศุกร์นั้นจนถึงอีกวันศุกร์หนึ่ง และเพิ่มอีกสามวัน เพราะความดีจะทวีคูณเป็นสิบเท่า จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เตือนใจไม่ให้หันเหไปสนใจอื่นจากสิ่งที่กล่าวในเทศนา และห้ามแตะต้องแขนขาด้วยการสัมผัสก้อนกรวด และการกระทำอื่นๆ ที่ทำให้หันเหจากการเทศนา ไม่ว่าใครก็ตามที่กระทำเช่นนั้น เท่ากับผลบุญของเขาลดน้อยลง โดยการลดน้อยลงนี้ คือจะไม่ได้ความสมบูรณ์ในการละหมาดวันศุกร์นั้น