





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอบู อุมามะฮ์ อัลบาฮิลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: ”จงอ่านอัลกุรอานเถิด เพราะแท้จริงมันจะมาเป็นผู้ช่วยขอความเมตตา (ชะฟาอฺ) ให้แก่ผู้เป็นสหายของมันในวันกิยามะฮฺ และจงอ่านสองซูเราะฮฺที่ส่องแสง คือ ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ และซูเราะฮฺอาลิ ‘อิมรอน เพราะแท้จริงทั้งสองจะมาปรากฏในวันกิยามะฮฺ ประหนึ่งเป็นกลุ่มเมฆสองกลุ่ม หรือประหนึ่งเป็นเงาทึบสองเงา หรือประหนึ่งเป็นหมู่ของนกที่แผ่ปีกบินเรียงแถว ซึ่งจะทำหน้าที่โต้แย้งแทนผู้ที่เป็นสหายของมัน จงอ่านซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺเถิด เพราะแท้จริงการยึดมั่นมันคือความจำเริญ และการละทิ้งมันคือความเสียใจ และพวกนักไสยศาสตร์ไม่สามารถรับมือกับมันได้”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ได้ส่งเสริมให้มีความสม่ำเสมอในการอ่านอัลกุรอาน เพราะแท้จริงมันจะมาขอความเมตตา (ชะฟาอฺ) ให้แก่ผู้ที่อ่านมันและปฏิบัติตามในวันกิยามะฮฺ จากนั้นท่านได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอ่านซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺและซูเราะฮฺอาลิ ‘อิมรอน และเรียกทั้งสองว่า “อัซ-ซะฮฺราวาน” (สองซูเราะฮฺที่เปล่งแสง) เนื่องด้วยแสงสว่างและการชี้นำของทั้งสอง และแท้จริงผลบุญและรางวัลของการอ่านทั้งสองซูเราะฮฺ การใคร่ครวญในความหมาย และการปฏิบัติตามเนื้อหาในนั้น จะมาปรากฏในวันกิยามะฮฺ ประหนึ่งเป็นเมฆสองกลุ่ม หรืออย่างอื่น หรือประหนึ่งเป็นหมู่นกสองกลุ่มที่กางปีกเชื่อมต่อกัน เป็นร่มเงาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของมัน และช่วยปกป้องเขา จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม เน้นย้ำให้อ่านซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์อย่างต่อเนื่อง ใคร่ครวญความหมายของมัน และปฏิบัติตามสิ่งที่อยู่ในนั้น และสิ่งนี้นำมาซึ่งพรอันยิ่งใหญ่และผลประโยชน์อันมากมายในโลกนี้และปรโลก และการละทิ้งสิ่งที่นำมาซึ่งความเศร้าโศกและความสิ้นหวังในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และความประเสริฐอย่างหนึ่งของซูเราะฮ์นี้คือ ไสยศาสตร์ไม่สามารถทำร้ายผู้ที่อ่านมันได้
จากญุนดุบ บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เราเคยอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อครั้งยังหนุ่ม เราเรียนรู้ศรัทธาก่อนจะเรียนรู้อัลกุรอาน ต่อมาเราเรียนรู้อัลกุรอาน และศรัทธาของเราก็เพิ่มพูนขึ้นเพราะสิ่งนี้
บันทึกโดย อิบนุมาญะฮ์ญุนดุบ อิบนุ อับดุลลอฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า: พวกเราอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม พวกเรายังเป็นชายหนุ่มที่กำลังเข้าสู่วัยหนุ่มสาว แข็งแรงและทรงพลัง เราเรียนรู้ศรัทธาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ก่อนที่เราจะเรียนรู้อัลกุรอาน จากนั้นเราก็เรียนรู้อัลกุรอาน และศรัทธาของเราก็เพิ่มพูนขึ้นด้วยอัลกุรอาน
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่มีศาสนทูตคนใดในบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย นอกจากว่าเขาได้รับสิ่งที่คล้ายกัน ซึ่งมนุษย์ได้ศรัทธาตามมัน แต่สิ่งที่ฉันได้รับนั้นคือ "วะฮ์ยู" ที่อัลลอฮ์ทรงประทานแก่ฉัน และฉันหวังว่าจะเป็นผู้นำที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในวันกิยามะฮ์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า แท้จริงบรรดานบีทุกท่านนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงประทานการช่วยเหลือแก่พวกเขา และประทานหมายสำคัญและปาฏิหาริย์อันเหนือธรรมชาติให้แก่พวกเขา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นหลักฐานยืนยันถึงความเป็นนบีของพวกเขา และทำให้ผู้ที่เห็นเกิดความศรัทธาต่อความสัตย์จริงของพวกเขา ทั้งที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมหรือปฏิเสธการปรากฏของปาฏิหาริย์เหล่านั้นได้ แต่บางคนก็ยังคงปฏิเสธและดื้อดึงต่อความจริง แต่แท้จริง ปาฏิหาริย์และหมายสำคัญของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ก็คือ อัลกุรอาน ซึ่งอัลลอฮ์ทรงประทานวะฮ์ยูแก่ท่าน เพราะอัลกุรอานนั้นประกอบด้วย ความอัศจรรย์อันชัดเจนและคงอยู่ตลอดกาล เนื่องจากมีประโยชน์อย่างมหาศาลและครอบคลุมประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ทั้งหมด ทั้งในด้านการเชิญชวนสู่ศาสนา หลักฐานเหตุผล และการบอกเล่าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นประโยชน์ของมันจึงแผ่ไปถึงทั้งผู้ที่อยู่ร่วมสมัย ผู้ที่ไม่อยู่ ผู้ที่มีชีวิตอยู่ และผู้ที่จะเกิดขึ้นในภายหลังจากนั้นท่านนบีจึงกล่าวว่า: “และฉันหวังว่าจะเป็นผู้นำที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในวันกิยามะฮ์.”
จากเกาะตาดะฮ์ กล่าวว่า: มีผู้ถามอะนัสว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม อ่าน (อัลกุรอาน) อย่างไร?” เขาตอบว่า : การอ่านของท่านเป็นสระเสียงยาว แล้วท่านก็อ่านว่า {بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ} [الفاتحة: 1] โดยที่ท่านยืดเสียงในคำว่า 'บิสมิลลาฮิ และท่านยืดเสียงในคำว่า 'เราะห์มาน และท่านยืดเสียงในคำว่า 'เราะฮีม
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์มีผู้ถามท่านอะนัส อิบนุ มาลิก เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุมา ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม อ่านอัลกุรอานอย่างไร? ท่านตอบว่า: ท่านอ่านอัลกุรอานด้วยระดับเสียงที่ยาว ท่านอ่าน ลาม ก่อน ฮาอ์ จากคำว่า อัลลอฮ์ ท่านอ่าน มีม ก่อน นูน จาก อัรเราะห์มาน และอ่านฮาอ์ จาก อัรเราะฮีม
จากอิบนุ อบีมุลัยกะฮ์: จากคำบอกเล่าของภรรยาบางคนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม - ท่านกล่าวว่า: อบู อามีร นาฟิอ์ กล่าวว่า: ฉันคิดว่าเป็นฮัฟเศาะฮ์ - มีผู้ถามนางถึงวิธีของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัมในการอ่านอัลกุรอาน นางกล่าวว่า: พวกท่านทำไม่ได้หรอก ท่านกล่าวว่า: มีคนบอกนางว่า: บอกเราหน่อยสิ ท่านกล่าวว่า: แล้วนางก็อ่านโองการอย่างช้าๆ ด้วยความใตร่ตรอง อบูอามีร กล่าวว่า: นาฟีอ์กล่าวว่า: อิบนุอบีมุลัยกะห์ เล่าให้เราฟังว่า: {الحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ} [الفاتحة: 2] จากนั้นท่านจะหยุดสักพัก {الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ} [الفاتحة: 1] จากนั้นท่านจะหยุดสักพัก {مَالِكِ يَوْمِ الدِّينِ}.
บันทึกโดย อะห์มัดฮัฟเศาะฮ์ มารดาแห่งผู้ศรัทธา เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา ถูกถามว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม อ่านอัลกุรอานอย่างไร? เธอกล่าวว่า: พวกท่านไม่สามารถทำอะไรแบบเขาได้ เธอถูกถามว่า: บอกเราหน่อย นาฟิอ์กล่าวว่า: อิบนุ อบี มุลัยกะฮ์ อ่านให้เราฟังอย่างช้าๆ เพื่ออธิบายให้พวกเขาฟังว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม อ่านอย่างไร จากนั้นเขาก็อ่าน {الحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ} [الفاتحة: 2] จากนั้นท่านจะหยุดสักพัก {الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ} [الفاتحة: 1] จากนั้นท่านจะหยุดสักพัก {مَالِكِ يَوْمِ الدِّينِ}.
จากอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า ท่านจะอ่านอัลกุรอานให้เราฟังในทุกสถานการณ์ ตราบใดที่ท่านไม่อยู่ในสภาพที่ไม่สะอาดตามบทบัญญัติ(ญุนุบ)
บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ อันนะซาอีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม สอนอัลกุรอานแก่สหายของท่านและอ่านให้พวกเขาฟังในทุกสถานการณ์ ตราบใดที่ท่านไม่ได้อยู่ในภาวะที่ไม่สะอาดตามบทบัญญัติ อันเนื่องมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเขา
จากอบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: มีชายคนหนึ่งได้ยินชายคนหนึ่งอ่านว่า: {จงล่าวเถิดมุฮัมมัด พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกกะ} เขาจะอ่านมันซ้ำๆ ครั้นเมื่อถึงรุ่งเช้า เขาจึงไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเขาก็กล่าวถึงเรื่องนั้นแก่ท่านนบี ราวกับว่าชายคนนี้มองว่ามันน้อยนิดเดียว และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ขอสาบานด้วยผู้ที่จิตวิญญาณของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงแล้วมันเทียบเท่ากับหนึ่งในสามของอัลกุรอาน ”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์อบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่าชายคนหนึ่งได้ยินชายอีกคนหนึ่งอ่านซูเราะห์: {จงกล่าวเถิดว่า พระองค์คือผู้ทรงเอกะ} เขาอ่านซ้ำๆทุกคืน โดยไม่ได้เพิ่มเติมอะไรไปกว่านี้ เมื่อถึงรุ่งเช้า เขาไปหาท่านศาสนทูตของพระเจ้า ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และกล่าวแก่ท่านนบีราวกับว่าผู้ถามเห็นว่ามันน้อยนิด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวโดยได้สาบานเพื่อเน้นย้ำถึงความหมายของมันว่า: ขอสาบานด้วยผู้ที่จิตวิญญาณของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงแล้วมันเทียบเท่ากับหนึ่งในสามของอัลกุรอาน
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: เมื่ออัลลอฮ์ได้ทรงประทานแก่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม โองการที่ว่า: {لِلَّهِ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ وَإِنْ تُبْدُوا مَا فِي أَنْفُسِكُمْ أَوْ تُخْفُوهُ يُحَاسِبْكُمْ بِهِ اللهُ فَيَغْفِرُ لِمَنْ يَشَاءُ وَيُعَذِّبُ مَنْ يَشَاءُ وَاللهُ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ} [البقرة: 284]، ความว่า: "สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้า และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮ์ และถ้าหากพวกเจ้าเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจของพวกเจ้า หรือปกปิดมันไว้ก็ตาม อัลลอฮฺจะทรงนำสิ่งนั้นมาชำระสอบสวนแก่พวกเจ้า แล้วพระองค์จะทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง" ท่านกล่าวว่า: เรื่องนี้เป็นเรื่องยากลำบากมากสำหรับเหล่าสหายของท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ดังนั้นพวกเขาจึงมาหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นก็คุกเข่าลง พวกเขากล่าวว่า: โอ้ ท่านศาสดาแห่งอัลลอฮ์ เราได้รับมอบหมายให้กระทำการต่างๆ ที่เราสามารถทำได้ นั่นคือ การละหมาด การถือศีลอด ญิฮาด และบริจาคทาน อายะห์นี้ถูกประทานลงมาแก่ท่านแล้ว และพวกเราไม่สามารถกระทำมันได้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: “พวกเจ้าปรารถนาที่จะกล่าวดังที่ชาวคัมภีร์ได้กล่าวไว้ก่อนหน้าพวกเจ้าว่า ‘เราได้ยินแล้วและเราฝ่าฝืน’ กระนั้นหรือ? จงกล่าวว่า: ‘เราได้ยินแล้วและเราเชื่อฟัง เราขออภัยโทษต่อพระองค์ โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา และไปยังพระองค์คือจุดหมายปลายทางสุดท้าย พวกเขากล่าวว่า: เราได้ยินแล้วและเราเชื่อฟัง เราขออภัยโทษจากพระองค์ พระเจ้าของเรา และจุดหมายปลายทางสุดท้ายคือพระองค์ ดังนั้นเมื่อผู้คนอ่านมัน ลิ้นของพวกเขาก็อ่อนลงเพราะมัน จากนั้นพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานภายหลังว่า: {آمَنَ الرَّسُولُ بِمَا أُنْزِلَ إِلَيْهِ مِنْ رَبِّهِ وَالمُؤْمِنُونَ كُلٌّ آمَنَ بِاللهِ وَمَلَائِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ لَا نُفَرِّقُ بَيْنَ أَحَدٍ مِنْ رُسُلِهِ وَقَالُوا سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا غُفْرَانَكَ رَبَّنَا وَإِلَيْكَ المَصِيرُ} [البقرة: 285]، ความว่า: "เราะซูลนั้น (นบีมุฮัมมัด) ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เขา จากพระเจ้าของเขา และมุอ์มินทั้งหลายก็ศรัทธาด้วย ทุกคนศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และมลาอิกะฮ์ของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดาเราะซูลของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) เราจะไม่แยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาเราะซูลของพระองค์ และพวกเขาได้กล่าวว่า เราได้ยินแล้ว และได้ปฏิบัติตามแล้ว การอภัยโทษจากพระองค์เท่านั้นที่พวกเราปรารถนา โอ้พระเจ้าของพวกเรา! และยังพระองค์นั้น คือการกลับไป" เมื่อพวกเขากระทำอย่างนั้น พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงยกเลิกมัน และพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงประทานว่า: {لَا يُكَلِّفُ اللهُ نَفْسًا إِلَّا وُسْعَهَا لَهَا مَا كَسَبَتْ وَعَلَيْهَا مَا اكْتَسَبَتْ رَبَّنَا لَا تُؤَاخِذْنَا إِنْ نَسِينَا أَوْ أَخْطَأْنَا} [البقرة: 286] ความว่า: "อัลลอฮ์จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น ชีวิตนั้นจะได้รับการตอบแทนดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้ และชีวิตนั้นจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงหาไว้ โอ้พระเจ้าของพวกเรา! โปรดอย่าเอาโทษแก่เราเลย หากพวกเราลืม หรือผิดพลาดไป" เขาพูดว่า: "ใช่" {رَبَّنَا وَلَا تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصْرًا كَمَا حَمَلْتَهُ عَلَى الَّذِينَ مِنْ قَبْلِنَا} [البقرة: 286] ความว่า: "โอ้พระเจ้าของพวกเรา! โปรดอย่าได้บรรทุกภาระหนักใด ๆ แก่พวกเรา เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบรรทุกมัน แก่บรรดาผู้ที่อยู่ก่อนหน้าพวกเรามาแล้ว" เขาพูดว่า: "ใช่" {وَاعْفُ عَنَّا وَاغْفِرْ لَنَا وَارْحَمْنَا أَنْتَ مَوْلَانَا فَانْصُرْنَا عَلَى الْقَوْمِ الكَافِرِينَ} [البقرة: 286] ความว่า: "และโปรดได้ทรงอภัยแก่พวกเราและยกโทษให้แก่พวกเรา และเมตตาแก่พวกเราด้วยเถิด พระองค์นั้น คือ ผู้ปกครองของพวกเรา ดังนั้นโปรดได้ทรงช่วยเหลือพวกเราให้ได้รับชัยชนะเหนือกลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธาด้วยเถิด" เขาพูดว่า: "ใช่"
บันทึกโดย มุสลิมเมื่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงประทานวะฮีย์แก่ศาสดาของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม โดยพระองค์ตรัสว่า: {لِلَّهِ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ} การสร้าง การครอบครอง การจัดการ และการบริหาร {وَإِنْ تُبْدُوا} และเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่เปิดเผย {مَا فِي أَنْفُسِكُمْ} และในทรวงอกของพวกเจ้า {أَوْ تُخْفُوهُ} พวกเจ้าจะปกปิดมันและเก็บมันไว้ในใจของพวกเจ้า {يُحَاسِبْكُمْ بِهِ اللَّهُ} วันแห่งการพื้นคืนชีพ {فَيَغْفِرُ لِمَنْ يَشَاءُ} ด้วยพระคุณและพระเมตตาของพระองค์ {وَيُعَذِّبُ مَنْ يَشَاءُ} ด้วยความยุติธรรมของพระองค์ {وَاللَّهُ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ} ไม่มีสิ่งใดที่เกินกำลังของพระองค์ เมื่อเหล่าบรรดาสหายได้ยินดังนั้นก็เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา เพราะมันรวมถึงการลงโทษแม้กระทั่งความคิดในใจด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงมาหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นก็คุกเข่าลงและกล่าวว่า: โอ้ ท่านศาสดาแห่งอัลลอฮ์ ก่อนหน้านี้พวกเราได้รับมอบหมายให้ทำการกระทำทางกายที่เราสามารถทำได้ เช่น การละหมาด การถือศีลอด การต่อสู้ญิฮาด และการบริจาค แต่โองการนี้ถูกประทานแก่ท่านแล้วและพวกเราไม่สามารถทำได้ จากนั้นท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า: พวกเจ้าต้องการจะกล่าวดังที่ชาวยิวและคริสเตียนกล่าวไว้ว่า {سَمِعْنَا وَعَصَيْنَا} ความว่า: "เราได้ยินแล้วและเราฝ่าฝืน” หรือ? แต่จงกล่าวว่า: {سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا غُفْرَانَكَ رَبَّنَا وَإِلَيْكَ المَصِيرُ} เหล่าซอฮาบะฮ์ได้ตอบรับคำสั่งของอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ ว่า: เราได้ยินแล้วและเราเชื่อฟัง การอภัยโทษจากพระองค์ โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา และแด่พระองค์คือจุดหมายปลายทางสุดท้าย เมื่อชาวมุสลิมพูดด้วยลิ้นของพวกเขาและจิตวิญญาณของพวกเขายอมรับมัน พระเจ้าทรงประทานโองการการเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของศาสดาและประชาชาติของเขาด้วยคำพูดของพระองค์: {آمَنَ الرَّسُولُ بِمَا أُنْزِلَ إِلَيْهِ مِنْ رَبِّهِ وَالمُؤْمِنُونَ} ลิ้นและหัวใจของพวกเขายอมรับตามพระบัญชาของอัลลอฮ์ พวกเขาทั้งหมดศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามะลักของพระองค์ ต่อคัมภีร์ของพระองค์ และต่อศาสนทูตของพระองค์ เราไม่แบ่งแยกระหว่างศาสนทูตของพระองค์คนใดเลย มิหนำซ้ำ เราจะเชื่อในพวกเขาทั้งหมด {وَقَالُوا سَمِعْنَا} ความว่า: และพวกเขากล่าวว่า “เราได้ยิน” พระวจนะของพระองค์ {وَأَطَعْنَا} ความว่า:และเราเชื่อฟัง” พระบัญชาของพระองค์ และเราขอ {غُفْرَانَكَ رَبَّنَا} ความว่า “การอภัยโทษจากพระองค์ พระเจ้าของเรา” และการอภัยโทษจากพระองค์ {وَإِلَيْكَ الْمَصِيرُ} ความว่า : และแด่พระองค์คือจุดหมายปลายทางสุดท้าย” ในวันพิพากษา ดังนั้น เมื่อพวกเขาทำเช่นนั้นและกล่าวสิ่งที่พวกเขาได้รับบัญชาให้พูดเกี่ยวกับการฟังและการเชื่อฟังพระบัญชาของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์จึงทรงทำให้ประชาชาตินี้ง่ายขึ้น และพระองค์ทรงยกเลิกโองการนั้นโดยตรัสว่า: {لَا يُكَلِّفُ اللَّهُ نَفْسًا إِلَّا وُسْعَهَا} ความว่า : อัลลอฮ์ไม่ทรงตั้งข้อหาแก่ชีวิตใด นอกจาก [สิ่งที่อยู่ใน] ศักยภาพ} และความสามารถ พลังงาน และความพยายาม {لَهَا} {ผลตอบแทนของมันคือ {مَا كَسَبَتْ} สิ่งที่มันได้กระทำ} และการกระทำที่ดี {وَعَلَيْهَا} ความว่า : และการลงโทษสำหรับ {مَا اكْتَسَبَتْ} สิ่งที่มันได้กระทำ} อันเนื่องมาจากบาปและความผิด และอัลลอฮ์ไม่ทรงเอาผิดผู้ใดในบาปของผู้อื่น หรือในสิ่งที่วิญญาณของเขากระซิบกระซาบกับเขา {رَبَّنَا لَا تُؤَاخِذْنَا} ความว่า: "โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขออย่าทรงตำหนิ พวกเราเลย" และอย่าลงโทษพวกเรา {إِنْ نَسِينَا} ความว่า "หากพวกเราลืม" และพวกเราไม่จดจำ {أَوْ أَخْطَأْنَا} ความว่า "หรือผิดพลาด" และละทิ้งสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้น อัลลอฮ์จึงทรงตอบพวกเขาและตรัสว่า: ใช่แล้ว ฉันได้กระทำแล้ว {رَبَّنَا وَلَا تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصْرًا} ความว่า: "ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย และขออย่าทรงวางภาระและความยากลำบากไว้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย" {كَمَا حَمَلْتَهُ عَلَى الَّذِينَ مِنْ قَبْلِنَا} ความว่า: "ดังที่พระองค์ทรงวางลงบนบรรดาผู้ที่มาก่อนข้าพระองค์ทั้งหลาย" ได้แก่บรรดาวงศ์วานของอิสราเอลและบุคคลอื่น ๆ มาก่อนข้าพระองค์ทั้งหลาย ดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสตอบว่า แท้จริงข้าได้กระทำแล้ว {رَبَّنَا وَلَا تُحَمِّلْنَا مَا لَا طَاقَةَ لَنَا بِهِ} ความว่า: "ข้าแต่พระเจ้าของเรา และขออย่าทรงแบกภาระอันหนักอึ้งของเราไว้ด้วยภาระอันหนักอึ้ง ความยากลำบาก และเรื่องต่างๆ ที่เราไม่สามารถแบกรับได้" พระเจ้าตรัสว่า: “ใช่แล้ว เราได้กระทำแล้ว” {وَاعْفُ عَنَّا} ความว่า: "และโปรดทรงอภัยบาปของเรา และทรงลบล้างบาปเหล่านั้นออกไปจากเรา" {وَاغْفِرْ لَنَا} ความว่า: "และโปรดทรงอภัยบาปของเรา" และทรงปกปิดบาปเหล่านั้นไว้แทนเรา และทรงมองข้ามมันไป {وَارْحَمْنَا} ความว่า: "และทรงเมตตาพวกเรา" ด้วยพระเมตตาอันใหญ่หลวงของพระองค์ {أَنْتَ مَوْلَانَا} ความว่า: "พระองค์ทรงเป็นผู้พิทักษ์พวกเรา" และพระผู้ทรงเป็นเจ้านายของพวกเรา {فَانْصُرْنَا} ความว่า: "ขอพระองค์ทรงประทานชัยชนะแก่พวกเรา" ด้วยหลักฐานและชัยชนะ {عَلَى الْقَوْمِ الكَافِرِينَ} ความว่า: "เหนือพวกที่ปฏิเสธศรัทธา" ในการสู้รบและต่อสู้กับพวกเขา แล้วอัลลอฮ์ทรงตอบว่า: “ใช่แล้ว เราได้ทำเช่นนั้นแล้ว”
จากอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ชายชาวยิวคนหนึ่งกล่าวแก่ท่านว่า “โอ้ ท่านผู้นำแห่งศรัทธาชน มีโองการหนึ่งอยู่ในคัมภีร์ของท่านที่ท่านอ่าน หากโองการนั้นถูกประทานแก่พวกเราชาวยิว พวกเราคงจะถือวันนั้นเป็นวันหยุด” ท่านถามว่า โองการใด? เขาตอบว่าโองการที่ว่า : {วันนี้เราได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้ว เราได้ทำให้ความโปรดปรานของเราสมบูรณ์แล้วแก่พวกเจ้า และเราได้อนุมัติให้อิสลามเป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว} [อัลมาอิดะฮ์: 3] อุมัร กล่าวว่า: เราทราบวันนั้นและสถานที่ที่ถูกประทานแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ขณะที่เขายืนอยู่ที่อาเราะฟะห์ในวันศุกร์
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมชายชาวยิวคนหนึ่งมาหาท่านผู้นำแห่งศรัทธาชน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ แล้วกล่าวแก่ท่านว่า มีอายะฮฺหนึ่งอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานของท่านที่ท่านอ่าน หากอายะฮ์นี้ถูกประทานแก่พวกเราชาวยิวในคัมภีร์โตราห์ของเรา เราคงทำให้วันนั้นเป็นวันหยุดที่เราจะเฉลิมฉลองด้วยความกตัญญูต่อความโปรดปรานที่ประทานอายะฮ์อันยิ่งใหญ่นี้ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวแก่เขาว่า อายะฮ์ใด? เขาตอบว่า : {วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้าและข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว} ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า: เราทราบถึงวันนั้นและสถานที่ที่โองการอันประเสริฐนี้ถูกประทานลงมา มันถูกประทานลงมาในวันอีด คือวันศุกร์ ขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ท่านยืนอยู่ที่อะเราะฟะฮ์ วันเหล่านี้เป็นสองวันอันยิ่งใหญ่สำหรับชาวมุสลิม