





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุอัมร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า: แท้จริงท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: จงเผยแผ่จากฉัน แม้จะเพียงหนึ่งอายะฮ์ก็ตาม และจงรายงานจากบนีอิสรออีลและไม่ต้องกังวลใดๆ และผู้ใดโกหกต่อฉันโดยเจตนาก็จงเตรียมที่นั่งของเขาไว้ในไฟนรกเถิด
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ใช้ให้เผยแผ่ความรู้ที่ได้รับจากท่าน ทั้งที่เป็นอัลกุรอานหรือหะดีษ ถึงแม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม เช่น แค่อายะฮ์เดียวจากอัลกุรอานหรือหะดีษ โดยมีเงื่อนไขหลัก คือ ผู้เผยแผ่นั้นจะต้องมีความรู้อย่างถ่องแท้ในประเด็นที่จะนำเผยแผ่ต่อผู้คน หลังจากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า อนุญาตให้มีการนำเรื่องราวที่ได้รับจากบนีอิสรออีลมาเล่าสู่กันฟังตราบใดที่เรื่องราวเหล่านั้นไม่เป็นที่ขัดแย้งกับหลักการศาสนาอิสลาม จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มีการเตือนให้ระวังการโกหกใส่ท่าน เพราะผู้ที่โกหกใส่ท่านโดยเจตนานั้น ดังนั้นเขาจงเตรียมสถานที่หนึ่งในนรกสำหรับตัวเอง
จาก อัลมิกดาม บิน มะอ์ดีกะริบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พึงทราบเถิด แท้จริง! ในไม่ช้า หะดีษจากฉันจะถูกส่งไปยังชายคนหนึ่ง ในขณะที่เขาเอนกายอยู่บนโซฟาของเขา และเขากล่าวว่า: "ระหว่างพวกเราและพวกเจ้าคือคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่เราพบในนั้นที่เป็นสิ่งอนุมัติ เราก็ถือว่าสิ่งนั้นถูกอนุมัติ และสิ่งใดที่เราพบในนั้นที่เป็นสิ่งต้องห้าม เราก็ถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม" แท้จริงสิ่งใดก็ตามที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ได้ห้าม ก็ดั่งเช่นกับที่อัลลอฮ์ได้ห้ามไว้”
บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ และอิบนุมาญะฮ์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าถึงกาลเวลาที่ใกล้เข้ามา ซึ่งมีมนุษย์ประเภทหนึ่งจะนั่ง หนึ่งในนั้นจะนั่งบนโซฟา แล้วมีหะดีษจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มาถึงเขา ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า "สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างพวกเรากับพวกท่าน คืออัลกุรอานเท่านั้น มันเพียงพอแล้วสำหรับเรา ดังนั้นสิ่งใดที่เราได้พบในนั้นที่เป็นสิ่งอนุมัติ เราก็ปฏิบัติตาม และสิ่งใดที่เราได้พบในนั้นว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เราก็หลีกห่างจากมันไป จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า สิ่งใดก็ตามที่ท่านได้กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม หรือได้ห้ามสิ่งนั้นในสุนนะฮ์ของท่าน ในทางบทบัญญัติแล้วถือว่าสิ่งนั้นก็เหมือนสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ห้ามในคัมภีร์ของพระองค์ เพราะท่านเป็นผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ที่มาจากพระองค์
จากอิรบาฎ บิน ซาริยะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: วันหนึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ลุกขึ้นยืนในหมู่พวกเราและได้ให้คำเทศนา ซึ่งเป็นการเทศนาที่กินใจมาก ทำให้ใจเราสั่นและน้ำตาไหล แล้วมีคนกล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ท่านได้ให้คำเทศนาแก่พวกเราเหมือนเป็นการเทศนาอำลาแก่เรา แล้ว ดังนั้นโปรดมอบพันธสัญญาแก่เราด้วยเถิด ท่านกล่าวว่า: “ พวกเจ้าจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ จงฟังและปฏิบัติตาม แม้ทาสจากชาวเอธิโอเปียเป็นผู้นำพวกเจ้าก็ตาม และหลังจากฉัน พวกเจ้าจะได้เห็นความขัดแย้งอย่างรุนแรง ดังนั้นพวกเจ้าจงปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของฉันและซุนนะฮ์ของบรรดาคอลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรม จงกัดมันด้วยฟันกราม และจงระวังสิ่งต่างๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา(ในศาสนา) เพราะทุกสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์ถือเป็นความหลงผิด”
บันทึกโดย อบูดาวูด อัต-ติรมิซีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ให้คำเทศนาแก่บรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านด้วยคำเทศนาที่กินใจมาก ซึ่งทำให้หัวใจเกิดความหวาดกลัวและทำให้น้ำตาไหล พวกเขากล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลลอฮ์ เหมือนกับว่าเป็นการเทศนาครั้งสุดท้ายเป็นการอำลา เนื่องจากพวกเขาได้เห็นการพูดที่ลึกซึ้งของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการเทศนา ดังนั้น พวกเขาจึงขอคำสั่งเสียเพื่อจะได้นำเอาไปปฏิบัติในภายหลัง ท่านกล่าวว่า"ฉันขอสั่งเสียแก่พวกเจ้าด้วยการยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ด้วยการปฏิบัติในสิ่งที่ถูกสั่งให้ปฏิบัติ และละทิ้งในสิ่งต้องห้ามต่างๆ. การเชื่อฟังและการปฏิบัติตามผู้นำ แม้ว่าจะมีผู้นำที่มาจากทาสชาวเอธิโอเปียก็ตาม คือเป็นบุคคลที่ต่ำต้อยที่สุดกลายเป็นผู้ปกครองเหนือพวกเจ้า ก็จงอย่าละเลยในการเชื่อฟังและปฏิบัติตามเขา เพราะกลัวว่าจะเกิดฟิตนะฮ์ เพราะว่าใครก็ตามในหมู่พวกเจ้าที่มีชีวิตอยู่ เขาได้จะเห็นความขัดแย้งมากมาย จากนั้นท่านได้อธิบายให้พวกเขารู้ถึงทางออกจากความขัดแย้งนี้ และนั่นก็คือด้วยการยึดมั่นในซุนนะฮ์ของท่านและซุนนะฮ์ของบรรดาคอลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมที่มาหลังจากท่าน คือท่านอบูบักร์ อัลศิดดีก ท่านอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ ท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน และท่านอาลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม และยึดซุนนะฮ์นั้นด้วยฟันกราม ความหมายคือ ให้จริงจังกับซุนนะฮ์และยึดมั่นกับมัน และได้ตักเตือนให้ระวังจากสิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ในศาสนา เพราะทุกสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์คือความหลงผิด
จากซะมูเราะฮ์ อิบนุ ญุนดุบ และอัลมุฆีเราะฮ์ อิบนุ ชุอ์บะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดอ้างรายงานจากฉัน ด้วยหะดีษใดที่ถูกมองว่ามันเป็นเท็จ เขาก็คือหนึ่งจากสองที่ร่วมกันกล่าวเท็จ"
บันทึกโดย มุสลิมในบทนำหนังสือเศาะเฮียะของท่านท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แจ้งว่าใครก็ตามที่อ้างหะดีษจากท่านในขณะที่เขารู้หรือคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องโกหกต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังนั้นคนที่เล่าเรื่องนี้จะมีส่วนร่วมในความเท็จด้วย
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ใครก็ตามที่พูดเท็จเกี่ยวกับฉันโดยเจตนา ดังนั้นเขาจงเตรียมที่นั่งของเขาในนรก"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ใครก็ตามที่โกหกเกี่ยวกับท่านโดยเจตนาด้วยการพาดพิงคำพูดหรือการกระทำถึงท่านที่เป็นการโกหก แท้จริง จะมีที่นั่งในนรกถูกเตรียมไว้สำหรับเขาในวันอาคิเราะฮ์ เพื่อเป็นการลงโทษสำหรับการโกหกของเขาที่มีต่อท่าน
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ ได้รายงานว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ในยุคสุดท้ายของประชาชาติของฉัน จะมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งซึ่งพวกเขาจะเล่าให้พวกเจ้าฟังในสิ่งที่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ดังนั้นจงระวังตัวพวกเจ้า และจงห่างไกลจากพวกเขา”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าว่า จะมีการปรากฏของผู้คนในยุคสุดท้ายของประชาชาติของเขา ผู้ซึ่งจะสร้างเรื่องโกหกและพูดในสิ่งที่ไม่มีใครพูดมาก่อน และพวกเขาจะเล่าด้วยหะดีษปลอมและแต่งขึ้นมา ดังนั้นท่านจึงสั่งให้พวกเราห่างไกลจากพวกเขา ไม่คบค้าสมาคมกับพวกเขา และไม่ฟังการพูดคุยของพวกเขา เพื่อจะได้ไม่ทำให้คำพูดที่ประดิษฐ์ขึ้นมานั้น เกิดการปลูกฝังในชิวิตของเรา แล้วยากที่จะกำจัดมันออกไป.
จากอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ เราะฎิยัลลออันฮุมา กล่าวว่า: ฉันเคยจดทุกสิ่งที่ฉันได้ยินจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อต้องการเก็บรักษามันไว้ แต่แล้วชาวกุเรชได้ห้ามฉัน โดยกล่าวว่า: "เจ้าบันทึกทุกสิ่งที่เจ้าได้ยินจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งที่ท่านเป็นมนุษย์ที่พูดด้วยความโกรธและความยินดีกระนั้นหรือ?" ดังนั้น ฉันจึงยุติการบันทึก และฉันได้เล่าเรื่องราวนั้นแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นท่านก็ชี้นิ้วไปที่ปากของท่านและกล่าวขึ้นว่า: "จงเขียนต่อไป เพราะฉันขอสาบานต่อผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ไม่มีอะไรที่ออกมาจากมัน นอกจากว่ามันคือความจริงเท่านั้น!"
บันทึกโดย อบูดาวูดท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ฉันเคยจดบันทึกทุกสิ่งที่ฉันได้ยินจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อฉันจะได้เก็บมันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ผู้คนจากชาวกุเรชได้ห้ามฉันไว้ และกล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งท่านพูด มีทั้งในสภาพที่พอใจและโกรธ และท่านอาจจะทำผิดพลาดไป ดังนั้นฉันจึงหยุดจากการบันทึก จากนั้นฉันก็บอกท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในสิ่งที่พวกเขาพูด และท่านก็ชี้นิ้วไปที่ปากของท่านแล้วกล่าวว่า: จงบันทึกต่อไป เพราะขอสาบานต่อผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ จะไม่มีอะไรออกมาจากมัน นอกจากความจริงเท่านั้นในทุกสถานการณ์ ทั้งในสภาพที่พอใจและโกรธ. และแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า: (และเขาไม่พูดตามความปรารถนาของเขา*อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นโองการที่ถูกประทานลงมา)[ซูเราะฮ์ อันนัจม์ : 3-4]
จากท่านอบู อับดิรเราะห์มาน อับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัร อิบนุ อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อิสลามถูกสร้างขึ้นบนหลักห้าประการ คือ ปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมหมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ ดำรงการละหมาด จ่ายซะกาต บำเพ็ญหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์ และถือศีลอดในเดือนเราะมาฎอน”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้เปรียบเทียบศาสนาอิสลามกับอาคารที่แข็งแกร่งซึ่งมีเสาหลักห้าต้นที่รองรับอาคาร และคุณลักษณะอื่นๆ ที่เหลือของศาสนาอิสลามก็เหมือนกับองค์ประกอบเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์แบบของอาคาร หลักแรก: คำปฏิญาณทั้งสอง คือการปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดคือศาสนทูตของพระองค์และคำปฏิญาณทั้งสองถือเป็นเสาหลักอันเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ คือผู้เป็นบ่าวจะต้องกล่าวคำปฏิญาณทั้งสองด้วยการยอมรับถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ และความเป็นพระเจ้าที่มีสิทธิ์ได้รับการเคารพสักการะอย่างแท้จริงและไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะมีสิทธิ์นอกจากพระองค์เท่านั้น และปฏิบัติตามความต้องการของบทบัญญัติและศรัทธาในความเป็นเราะซูลของนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และปฏิบัติตามท่าน. หลักที่สอง: การดำรงการละหมาด คือการดำรงการละหมาดภาคบังคับทั้งห้าเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ได้แก่ ฟัจญ์รฺ(รุ่งเช้า) ดุฮรี่(เที่ยงวัน) อัศรี(เย็น) มัฆริบ(หลังดวงอาทิตย์ตกดิน) และอิชาอ์(ค่ำ) ตามเงื่อนไข องค์ประกอบ และสิ่งที่จำเป็นต่างๆ ของมันที่ต้องปฏิบัติ หลักที่สาม: การจ่ายซะกาตภาคบังคับ ซึ่งเป็นอิบาดะฮ์ที่เกี่ยวกับเงินทอง ที่วาญิบสำหรับทุกทรัพย์สินที่มีพิกัดครบตามจำนวนที่หลักศาสนากำหนดไว้ ซึ่งมอบให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับมัน. หลักที่สี่: การบำเพ็ญหัจญ์ คือ การมุ่งสู่มักกะฮ์เพื่อประกอบพิธีกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา หลักที่ห้า: การถือศีลอดในเดือนเราะมาฎอน ได้แก่ การงดการกิน การดื่ม และสิ่งอื่นๆที่ทำให้การถือละศีลอดนั้นเสีย ด้วยเจตนาเพื่อเป็นการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
จากอบู อับดุรเราะห์มาน นั่นคือ อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ท่านคือผู้มีสัจจะ ผู้ที่เชื่อถือได้ บอกแก่เราว่า : "แท้จริง ทุกๆ คนในหมู่พวกเจ้าได้ถูกก่อตัวเป็นรูปร่างในครรภ์มารดาเป็นระยะเวลาสี่สิบวัน หลังจากนั้นก็กลายเป็นก้อนเลือดภายในระยะเวลาเดียวกัน และหลังจากนั้น ก็กลายเป็นก้อนเนื้อภายในระยะเวลาเดียวกัน หลังจากนั้นมลาอิกะฮ์ก็ถูกส่งมายังเขาและเป่าวิญญาณใส่ร่างเขา และมลาอิกะฮ์ถูกบัญชาให้บันทึกสี่ประการด้วยกัน นั่นคือ เครื่องยังชีพของเขา อายุขัยของเขา การงานของเขา และสุขหรือทุกข์ของเขา ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากพระองค์ ว่า แท้จริง บุคคลหนึ่งในหมู่พวกเจ้าจะปฏิบัติงานของชาวสวรรค์ จนกระทั่งไม่มีอะไรอยู่ระหว่างเขากับสวรรค์นอกจากห่างกันแค่หนึ่งศอกเท่านั้น แต่เขาได้ถูกกำหนด (ให้เป็นชาวนรก) ดังนั้น เขาก็ปฏิบัติงานของชาวนรก และในที่สุดเขาก็ตกนรก และแท้จริง บุคคลหนึ่งในหมู่พวกเจ้า จะปฏิบัติงานของชาวนรก จนกระทั่งไม่มีอะไรอยู่ระหว่างเขากับนรกนอกจากห่างกันแค่หนึ่งศอกเท่านั้น แต่เขาได้ถูกกำหนดไว้แล้ว (ว่าเขาเป็นชาวสวรรค์) ดังนั้น เขาก็จะปฏิบัติงานของชาวสวรรค์ และในที่สุดเขาก็ได้เข้าสวรรค์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิมท่านอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกกับเรา และท่านเป็นคนสัตย์จริงในการพูดและได้รับการรับรองในความสัตย์จริงนั้นโดยอัลลอฮ์ ตะอาลา ท่านกล่าวว่า: พวกเจ้าแต่ละคนถูกรวบรวมโครงสร้างของแต่ละคนไว้ และนั่นเมื่อผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเขา ดังนั้นน้ำอสุจิที่กระจัดกระจายจะถูกเก็บรวบรวมในครรภ์นั้นเป็นเวลาสี่สิบวัน จากนั้นก็เป็นก้อนเลือดที่เหนียวข้น และนี่คือในช่วงสี่สิบวันที่สอง จากนั้นมันจะเป็นก้อนคือเป็นก้อนเนื้อชิ้นเล็กๆ และนี่คือในช่วงสี่สิบวันที่สาม จากนั้นอัลลอฮ์ก็ส่งมลาอิกะฮ์มาหาเขา และทำการเป่าวิญญาณเข้าไปในร่างเขา หลังจากสิ้นสุดของสี่สิบวันที่สาม มลาอิกะฮ์ได้รับบัญชาให้บันทึกสี่ประการ: คือปัจจัยยังชีพของเขา คือจำนวนที่เขาจะได้รับในปัจจัยยังชีพตลอดการมีชีวิตของเขา อายุขัยของเขา คือระยะเวลาที่เขาอยู่ในโลกนี้ และการงานของเขา คืออะไร? และความทุกข์หรือความสุข จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สาบานว่าคนๆ หนึ่งจะกระทำการงานของชาวสวรรค์และการงานของเขาจะเป็นการงานที่ชอบธรรม นั่นคือการงานที่ปรากฏต่อผู้คน และเขาจะเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งระหว่างเขากับสวรรค์นั้นไม่มีอะไรนอกจากระยะห่างเพียงหนึ่งศอกเท่านั้น นั่นคือ สิ่งที่เหลืออยู่ระหว่างเขาและสิ่งที่จะไปถึงสวรรค์ เหมือนคนที่อยู่ระหว่างเขากับสถานที่หนึ่งบนแผ่นดินระยะห่างแค่หนึ่งช่วงแขนเท่านั้น แต่บันทึกนั้นมีชัยเหนือเขาและสิ่งที่ถูกกำหนดไว้สำหรับเขา และแล้วเขาจะกระทำการงานของชาวนรก และชีวิตก็สิ้นสุดด้วยการกระทำนั้น และสุดท้ายเขาก็ตกนรกไป เพราะเงื่อนไขของการตอบรับการงานของเขา คือเขาจะต้องตั้งมั่นอยู่กับมันและไม่เปลี่ยนแปลง และอีกพวกหนึ่งทำกิจการงานของชาวนรกจนกระทั่งเขาได้เข้าใกล้มัน และเสมือนระหว่างเขากับไฟนรก คือระยะห่างแค่เพียงหนึ่งศอกจากพื้นดินที่เขาอยู่เท่านั้น แต่บันทึกมีชัยเหนือเขาและสิ่งที่เขาถูกกำหนดไว้สำหรับเขา ดังนั้นเขาจึงทำการงานของชาวสวรรค์และสุดท้ายแล้วเขาก็เข้าสู่สวรรค์