





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอุมมุลมุอ์มินีน (มารดาของศรัทธาชนทั้งหลาย) อุมมุ อับดิลลาฮ์ ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่าท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ทำอุตริกรรมขึ้นในศาสนาของเรา โดยสิ่งนั้นไม่ใช่มาจากศาสนาแต่อย่างใด สิ่งนั้นก็ถูกปฏิเสธ” และในสายรายงานของมุสลิม: "ผู้ใดกระทำการใด ๆ ที่ไม่เป็นไปตามคำสั่งของเรา การกระทำนั้นจะถูกปฏิเสธ"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าใครก็ตามที่สร้างสิ่งใดในศาสนา หรือกระทำสิ่งใดซึ่งไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์นั้น สิ่งนั้นจะถูกตีกลับไปยังเจ้าของมันและไม่เป็นที่ยอมรับโดยอัลลอฮ์.
จากอบู ฮุร็อยเราะฮ์ นั่นคือ อับดุรเราะห์มาน อิบนุ ศ็อค์ริน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยินเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "สิ่งใดก็ตามที่ฉันได้ห้ามพวกเจ้า ก็จงละเว้นหลีกห่างจากมันเสีย และสิ่งใดก็ตามที่ฉันได้สั่งใช้พวกเจ้า ก็จงปฏิบัติเท่าที่พวกท่านมีความสามารถ แท้จริง สิ่งที่ทำให้ชนรุ่นก่อนพวกท่านต้องพินาศ คือการซักไซ้ของพวกเขาที่มากเกินเหตุ และการขัดแย้งกับบรรดานบีของพวกเขา"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้ให้การชี้แจงว่า หากท่านห้ามเราจากสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราก็ต้องหลีกเลี่ยงมันโดยไม่มีข้อยกเว้น และหากท่านใช้ให้เราทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราก็ต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วท่านเตือนเราว่าอย่าได้เป็นเหมือนประชาชาติก่อนๆ เมื่อพวกเขาถามคำถามมากมายกับบรรดานบีของพวกเขาในขณะที่พวกเขาไม่เชื่อฟัง ดังนั้นอัลลอฮ์จึงลงโทษพวกเขาด้วยการทำลายล้าง ในรูปแบบต่างๆ ดังนั้นเราไม่ควรเป็นเหมือนพวกเขา เพื่อเราจะได้ไม่พินาศเหมือนที่พวกเขาพินาศ
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงประเสริฐ (ฏ็อยยิบ) ไม่ทรงยอมรับสิ่งใดเว้นแต่สิ่งที่ดีงามเท่านั้น และแท้จริงอัลลอฮ์ทรงสั่งใช้บรรดาผู้ศรัทธาในสิ่งเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงสั่งใช้บรรดาเราะสูล พระองค์ทรงตรัสว่า: "โอ้บรรดาเราะสูลเอ๋ย จงบริโภคแต่สิ่งที่ดี ๆ และจงประกอบแต่ความดีเถิด" และทรงตรัสอีกว่า: "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงบริโภคแต่สิ่งที่ดี ๆ จากสิ่งที่เราประทานเป็นเครื่องยังชีพแก่สูเจ้าเถิด" หลังจากนั้นท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าถึงชายคนหนึ่งที่เดินทางไกล จนผมของเขายุ่งเหยิง เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น เขายกมือทั้งสองสู่ฟากฟ้า (พลางวิงวอนดุอาอ์ว่า) โอ้พระผู้อภิบาลของข้า! โอ้พระผู้อภิบาลของข้า! ทั้งที่อาหารที่เขาบริโภคนั้นมาจากสิ่งต้องห้าม เครื่องดื่มที่เขาดื่มนั้นก็มาจากสิ่งต้องห้าม เครื่องนุ่งห่มที่เขาสวมใส่นั้นก็มาจากสิ่งต้องห้าม และเขาก็ถูกเลี้ยงดูด้วยสิ่งต้องห้าม แล้วดุอาอ์ของเขาจะถูกตอบรับได้อย่างไรเล่า".
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกเราว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงดี ศักดิ์สิทธิ์ เหนือข้อบกพร่องและข้ออับอายทั้งหมด ทรงมีคุณลักษณะแห่งความสมบูรณ์แบบ และพระองค์ไม่ยอมรับการกระทำ คำพูด หรือความเชื่อ ยกเว้นสิ่งที่ดี และการกระทำเหล่านั้น ต้องบริสุทธิ์ต่อพระเจ้าและตามแนวทางของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เขาไม่ควรเข้าใกล้พระเจ้า เว้นแต่ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว และสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้การงานของผู้ศรัทธามีความดีงาม คือความบริสุทธิ์ของอาหารที่เขาบริโภค และให้เป็นอาหารที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ และด้วยเหตุนี้การงานของเขาจึงจะบริสุทธิ์ ดังนั้น อัลลอฮ์จึงทรงบัญชาบรรดาผู้ศรัทธาให้ปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาบรรดาศาสนทูตให้กระทำ คือ การรับประทานสิ่งที่ถูกต้องตามบทบัญญัติและกระทำความดี โดยอัลลอฮ์ตรัสว่า {โอ้ บรรดาศาสนทูต จงรับประทานของที่ดี และกระทำความดี แท้จริงข้ารู้ถึงสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ) และพระองค์ตรัสว่า {โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา จงรับประทานสิ่งที่ดี ที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า} จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เตือนถึงการบริโภคสิ่งต้องห้าม (ฮะราม) ซึ่งทำให้การงานเสียหายและเป็นอุปสรรคต่อการรับการงานนั้น แม้ว่าจะพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่ดูเหมือนจะนำไปสู่การตอบรับแล้วก็ตาม" นั่นคือ: ประการแรก: การเดินทางที่ยาวไกลเพื่อจุดประสงค์ในการทำอิบาดะห์ เช่น การทำฮัจญ์ ญิฮาด การรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว และอื่นๆ ประการที่สอง: ผมยุ่งเหยิงเพราะไม่ได้หวี และสีผิวของเขาและเสื้อผ้าเปลี่ยนไปเนื่องจากสิ่งสกปรก แสดงว่าเขาอยู่ในสถานะที่ลำบาก ประการที่สาม: เขายกมือขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อวิงวอน ประการที่สี่: เขาวิงวอนต่อพระเจ้าตามพระนามของพระองค์และย้ำกล่าวว่า: ข้าแต่พระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า! แม้จะมีเหตุผลเหล่านี้ในการตอบรับการวิงวอนขอ แต่พระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ก็ไม่ตอบรับ นี่เป็นเพราะว่าสิ่งที่เขากิน ดื่ม และสิ่งที่เขาสวมใส่นั้นเป็นของต้องห้าม และเขาก็ได้รับอาหารจากสิ่งที่ต้องห้าม ดังนั้นมันจึงห่างไกลจากความเป็นไปได้ที่พระเจ้าจะตอบสนองต่อคนที่มีลักษณะเช่นนี้ และพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์จะตอบสนองต่อเขาได้อย่างไร!
จาก อบู อัลอับบาส นั่นคือ อับดุลลอฮ์ บิน อับบาส เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุมา กล่าวว่า: วันหนึ่ง ฉันได้อยู่ข้างหลังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม และท่านได้กล่าวว่า: “โอ้เด็กน้อย แท้จริงฉันจะสอนเจ้าบางประโยค เจ้าจงรักษา (ศาสนาของ) อัลลอฮ์ แล้วอัลลอฮ์จะทรงรักษาเจ้า จงรักษาอัลลอฮ์ แล้วเจ้าจะพบว่าพระองค์อยู่บนทางของเจ้า เมื่อจะขอ ก็จงขอจากอัลลอฮ์ และเมื่อจะขอความช่วยเหลือ ก็จงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เถิด และพึงทราบเถิดว่า ชนกลุ่มใดหากพวกเขารวมกันเพื่อจะทำประโยชน์เรื่องใดให้แก่เจ้า พวกเขาจะไม่สามารถทำประโยชน์ให้ได้นอกจากเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดมันไว้แก่เจ้าแล้วเท่านั้น และหากพวกเขารวมกันเพื่อจะทำร้ายเรื่องใดแก่เจ้า พวกเขาจะไม่สามารถทำร้ายได้นอกจากเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดมันไว้แก่เจ้าแล้ว ปากกาได้ถูกยกออกไปแล้ว และน้ำหมึกสำหรับการบันทึกก็เหือดแห้งไปแล้ว” และในสายรายงานอื่นจากอัตติรมิซีย์ ว่า: "จงปกป้องรักษาอัลลอฮ์ แล้วเจ้าจะพบพระองค์อยู่เบื้องหน้าเจ้า จงรู้จักอัลลอฮ์ในยามสุขสบาย แล้วพระองค์จะรู้จักท่านในยามทุกข์ยาก และพึงทราบเถิดว่า สิ่งใดที่คลาดแคล้วจากท่าน มันย่อมไม่ประสบกับท่าน และสิ่งใดที่มันประสบกับท่าน มันย่อมไม่คลาดแคล้วจากท่านอย่างแน่นอน และจงทราบเถิดว่า แท้จริงชัยชนะนั้นอยู่คู่กับความอดทน ความสุขสบายนั้นอยู่คู่กับความทุกข์ระทม และความยากลำบากนั้นอยู่คู่กับความสะดวกง่ายดาย"
บันทึกโดย อัตติรมิซีย์และคนอื่นๆอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ตอนที่เขายังเป็นเด็ก เขาได้ขี่สัตว์พาหนะพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเขาอยู่ข้างหลังท่าน และท่านได้พูดกับเขาว่า: ฉันจะสอนอะไรบางอย่างให้แก่เจ้า เพื่ออัลลอฮ์จะทรงให้ประโยชน์แก่เจ้าด้วยกับคำสอนเหล่านี้: เจ้าจงปกป้องรักษาอัลลอฮ์ด้วยการปฏิบัติคำสั่งใช้ของพระองค์และหลีกเลี่ยงข้อห้ามของพระองค์ เพื่อที่พระองค์จะเห็นเจ้าในสภาพของการเชื่อฟังและการเคารพภักดี และจะไม่เห็นเจ้าในสภาพของการเนรคุณและทำบาป หากเจ้ากระทำอย่างนั้นแล้ว รางวัลของเจ้าก็คืออัลลอฮ์จะทรงปกป้องเจ้าจากสิ่งไม่ดีต่างๆ ของโลกนี้และโลกอาคิเราะฮ์ และพระองค์จะทรงช่วยเหลือเจ้าในภารกิจต่างๆ ของเจ้าไม่ว่าเจ้าจะมุ่งไปทางทิศใด และหากเจ้าต้องการขออะไรบางอย่าง ก็จงอย่าขอนอกจากขอต่ออัลลอฮ์เท่านั้น เพราะพระองค์เท่านั้นที่จะตอบรับการขอจากทุกคน และหากเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ก็จงอย่าขอนอกจากขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เท่านั้น และขอให้เจ้าจงมั่นใจเถิดว่า เจ้าจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แม้ว่าคนทั้งโลกจะรวมตัวกันเพื่อให้ประโยชน์แก่เจ้า เว้นแต่สิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดไว้แก่เจ้าเท่านั้น และจะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับเจ้า แม้ว่าคนทั้งโลกจะรวมตัวกันเพื่อทำร้ายเจ้า เว้นแต่สิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดไว้แก่เจ้าเท่านั้น เรื่องนี้ อัลลอฮ์ได้ทรงทำการบันทึกและกำหนดตามพระปรีชาและความรอบรู้ของพระองค์แล้ว และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกไว้ และผู้ใดปกป้องอัลลอฮ์โดยปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์และหลีกเลี่ยงข้อห้ามของพระองค์ ดังนั้นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงอยู่เบื้องหน้าผู้เป็นบ่าวของพระองค์ พระองค์ทรงทราบว่าผู้เป็นบ่าวกำลังทำอะไร และพระองค์ทรงสนับสนุนและช่วยเหลือเขา และแท้จริงแล้วมนุษย์นั้น หากเชื่อฟังพระเจ้าในยามสุขสบาย พระเจ้าจะทรงประทานความช่วยเหลือและทางออกให้แก่เขาในยามทุกข์ยาก ดังนั้นขอให้ผู้เป็นบ่าวทุกคนพอใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้แก่เขา ทั้งดีและชั่ว และเมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบากและความทุกข์ยาก ขอให้ผู้เป็นบ่าวมีความอดทน ทั้งนี้เพราะความอดทนนั้นเป็นกุญแจสำคัญในการบรรเทาทุกข์ และหากความทุกข์ยากทวีความรุนแรงขึ้น การบรรเทาทุกข์ก็จะมาจากพระเจ้า และหากเกิดความยากลำบาก พระเจ้าจะทรงให้ความง่ายดายติดตามไป
จากอบูอัมริน บางรายงานกล่าวว่า อบูอัมเราะฮ์ นั่นคือ ซุฟยาน อิบนุ อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ฉันได้กล่าวว่า: “โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้โปรดบอกถ้อยคำหนึ่งให้แก่ฉันที่เกี่ยวกับอิสลามที่เป็นถ้อยคำที่ฉันไม่ต้องถามผู้อื่นนอกจากท่านด้วยเถิด” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า: “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว หลังจากนั้นก็จงยืนหยัดอยู่บนความถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ"
บันทึกโดย มุสลิมซุฟยาน บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ขอให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สอนถ้อยคำที่ครอบคลุมความหมายของศาสนาอิสลามเพื่อที่เขาจะยึดมั่นกับถ้อยคำนั้นและไม่ถามใครอื่นอีก เกี่ยวกับสิ่งนั้น? ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า : เจ้าจงกล่าวเถิด “ฉันได้ยึดมั่นในความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ และฉันศรัทธาว่าพระองค์คือพระผู้อภิบาลของฉัน คือพระเจ้าของฉัน ผู้สร้างฉัน และพระองค์คือพระเจ้าของฉันที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงของฉัน ผู้ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ จากนั้นก็ให้เชื่อฟังอัลลอฮ์โดยปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์ที่เป็นฟัรฎูต่างๆ และละทิ้งข้อห้ามต่างๆ และยืนหยัดตามนั้นตลอดไป
จากอบู อับดิลลาฮ์ นั่นคือ ญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮ์ อัล-อันศอรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: มีชายคนหนึ่งได้ถามท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า: “ท่านมีความเห็นอย่างไรเมื่อฉันได้ละหมาดฟัรฎู ฉันได้ถือศีลอดเดือนเราะมะฎอน ฉันทำแต่สิ่งที่หะลาลและละเว้นสิ่งที่หะรอม และฉันไม่ได้ปฏิบัติอย่างอื่นเพิ่มจากสิ่งเหล่านั้น ฉันจะได้เข้าสวนสวรรค์ไหม ?” ท่านนบีตอบว่า “ใช่"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า หากผู้ใดได้ทำการละหมาดที่ได้ถูกบัญญัติไว้ห้าเวลา และไม่ทำสิ่งใดเพิ่มเติมที่เป็นการละหมาดสุนนะฮ์ และถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนและไม่ทำสิ่งที่เป็นการถือศีลอดสุนนะฮ์ และยึดมั่นถึงการอนุมัติในสิ่งที่ศาสนาอนุมัติและได้ปฏิบัติตาม และยึดมั่นถึงการต้องห้ามในสิ่งที่ศาสนาได้กำหนดเป็นสิ่งต้องห้ามและหลีกห่างจากสิ่งนั้น โดยเขาผู้นั้นจะได้เข้าสวรรค์
จาก มุอาซ อิบนุ ญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ฉันได้ถามท่านนบี ว่า: โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ โปรดบอกฉันซึ่งการงานหนึ่งที่ทำให้ฉันได้เข้าสวรรค์ และทำให้ฉันห่างไกลจากไฟนรกด้วยเถิด ท่านตอบว่า: “แท้จริง เจ้าได้ถามเรื่องที่ยิ่งใหญ่นัก แต่ทว่ามันเป็นเรื่องง่าย สำหรับผู้ที่อัลลอฮ์ทรงประทานความง่ายดายแก่เขา นั่นก็คือ ให้เจ้าเคารพอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ โดยที่ไม่ตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์ ทำการละหมาด จ่ายซะกาต ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยติลลาฮ์” หลังจากนั้นท่านได้กล่าวอีกว่า: “เอาไหมฉันจะบอกแก่เจ้าซึ่งบรรดาประตูแห่งความดีงาม? นั่นก็คือ การถือศีลอดเป็นเกราะกำบัง และการบริจาคทาน(เศาะดะเกาะฮ์) สามารถลบล้างความผิดเสมือนกับน้ำที่ดับไฟ และการละหมาดของคนๆ หนึ่งในยามค่ำคืน" หลังจากนั้นท่านก็อ่านซูเราะฮ์อัซ-ซัจญดะฮ์ อายะฮ์ที่ 16-17 (ความว่า: "สีข้างของพวกเขาเคลื่อนห่างจากที่นอน พลางวิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขาด้วยความกลัวและความหวัง และพวกเขาบริจาค สิ่งที่เราได้ให้เป็นเครื่องยังชีพแก่พวกเขา ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้") หลังจากนั้นท่านได้กล่าวอีกว่า: “เอาไหมฉันจะบอกแก่เจ้าสิ่งที่เป็นหัวหลักของกิจการทั้งปวง เสาของมัน และจุดสุดยอดของมัน? ฉันตอบว่า: เอาสิ โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ท่านกล่าวว่า: “หัวหลักของกิจการนั้นคืออิสลาม เสาของมันคือการละหมาด และจุดสุดยอดของมันคือการญิฮาด” หลังจากนั้นท่านได้กล่าวอีกว่า: “เอาไหมฉันจะบอกแก่เจ้าซึ่งสิ่งที่ครอบคลุมทั้งหมดที่กล่าวมา? ฉันตอบว่า: เอาสิ โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ แล้วท่านก็จับลิ้นของท่านและกล่าวว่า: “ท่านจงระงับสิ่งนี้” ฉันจึงกล่าวว่า: “โอ้นบีของอัลลอฮ์ พวกเราจะถูกสอบสวนในสิ่งที่เราได้พูดด้วยกระนั้นหรือ ?” ท่านตอบว่า: “แม่ของท่านได้เสียท่านแล้ว โอ้มุอาซเอ๋ย แล้วที่มนุษย์ต้องถลำใบหน้าหรือจมูกเข้าไปในไฟนรกมิใช่เพราะผลจากลิ้นดอกหรือ!"
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ท่านมูอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการเดินทาง และวันหนึ่งฉันได้ใกล้ชิดกับท่านในขณะที่เรากำลังเดิน ฉันก็กล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ โปรดบอกฉันถึงบางสิ่งที่จะพาฉันไปสู่สวรรค์และปกป้องฉันให้ห่างจากนรก เขากล่าวว่า: ท่านได้ถามฉันเกี่ยวกับการทำงานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีผลต่อจิตใจของผู้คน และมันเป็นสิ่งที่ง่ายและสะดวกสำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงอำนวยความสะดวกให้กับเขา ปฏิบัติหน้าที่ของศาสนาอิสลาม: ประการแรก: เจ้าจงเคารพภักดีต่อพระเจ้าเพียงผู้เดียวและไม่ทำภาคีใดกับพระองค์ ประการที่สอง: การดำรงการละหมาด คือการดำรงการละหมาดภาคบังคับทั้งห้าเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ได้แก่ ฟัจญ์ริ(รุ่งเช้า) ดุฮรี่(เที่ยงวัน) อัศรี(เย็น) มัฆริบ(หลังดวงอาทิตย์ตกดิน) และอิชาอ์(ค่ำ) ตามเงื่อนไข องค์ประกอบ และสิ่งที่จำเป็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประการที่สาม: การจ่ายซะกาตภาคบังคับ ซึ่งเป็นอิบาดะฮ์ทางการเงินที่จำเป็นต้องทำในทุกทรัพย์สินที่มีมูลค่าถึงเกณฑ์ที่กำหนดในหลักการศาสนา และต้องมอบให้กับผู้ที่มีสิทธิได้รับ ประการที่สี่: การถือศีลอดเดือนเราะมาฎอน มันคือการเว้นจากการกิน ดื่ม และสิ่งอื่น ๆ ที่ทำให้เสียศีลอด ด้วยความตั้งใจเพื่อการเคารพภักดี ตั้งแต่รุ่งเช้าถึงพระอาทิตย์ตก ประการที่ห้า: ให้เดินทางไปทำฮัจญ์ที่เมืองมักกะฮ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆ เพื่อเคารพสักการะอัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: จะให้ฉันแนะนำเจ้าให้รู้จักกับเส้นทางที่นำไปสู่ประตูแห่งความดีหรือไม่? ซึ่งมันคือติดตามการสักการะภาคบังคับด้วยการสักการะภาคสมัครใจซึ่งได้แก่ : ประการแรก: การถือศีลอดโดยสมัครใจ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในความผิด และทำให้ลดละความปรารถนาและทำให้พลังอ่อนแอลง ประการที่สอง: การบริจาคแบบสมัครใจจะช่วยลบล้างบาปหลังจากที่ได้กระทำลงไป และทำให้บาปนั้นหายไป พร้อมกับลบล้างผลกระทบของมัน ประการที่สาม: การละหมาดตะฮัจญุดในส่วนที่สามสุดท้ายของกลางคืน จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะอ่านโองการของอัลลอฮ์ มีความว่า {พวกเขาจะอยู่ห่างจากที่นอนของพวกเขา} นั่นคือพวกเขาจะอยู่ห่าง(จากเตียง) คือสถานที่พำนัก {พวกเขาจะวิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขา} ด้วยการละหมาด การรำลึก การอ่าน และการวิงวอน {ด้วยความกลัวและความหวัง และพวกเขาบริจาค สิ่งที่เราได้ให้เป็นเครื่องยังชีพแก่พวกเขา ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา) นั่นคือความสุขที่จะทำให้ดวงตาของพวกเขาเบิกบานในวันฟื้นคืนชีพและในสวรรค์ (เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้) จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: จะให้ฉันแจ้งให้เจ้าทราบถึงต้นกำเนิดของศาสนาหรือ และเสาหลักของมัน? และจุดสุดยอดของเขาหรือไม่? มูอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ใช่แล้ว โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: หัวเรื่องคือ: อิสลาม ซึ่งเป็นการกล่าวคำปฏิญาณทั้งสอง และด้วยสองสิ่งนั้น รากฐานของศาสนาจึงเกิดขึ้นกับมนุษย์ เสาหลักของมันคือการละหมาด ไม่มีอิสลามที่ปราศจากการละหมาด เช่นเดียวกับบ้านที่ไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากเสาหลัก ฉะนั้นผู้ใดทำการละหมาดศาสนาของเขาก็เข้มแข็งและสูงส่ง ؛ จุดสูงสุดและส่วนที่สูงที่สุดของมันคือการญิฮาดและความพยายามในการต่อสู้กับศัตรูของศาสนาเพื่อเชิดชูไว้ซึ่งพระวจนะของพระเจ้า จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: จะให้ฉันแจ้งให้เจ้าทราบถึงความแม่นยำและความสมบูรณ์แบบของสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่? ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จับลิ้นของเขาแล้วพูดว่า: ป้องกันสิ่งนี้และอย่าพูดถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า มุอาซกล่าวว่า พระเจ้าของเราจะลงโทษและตัดสินเราในทุกสิ่งที่เราได้พูดกระนั้นหรือ? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พูดว่า: แม่ของเจ้าสูญเสียเจ้าไปแล้ว! ความหมายนี้ไม่ใช่การวิงวอนต่อเขา แต่เป็นคำพูดของชาวอาหรับเพื่อเตือนเขาถึงเรื่องที่เขาควรให้ความสนใจและเรียนรู้เกี่ยวกับมัน จากนั้นเขาก็กล่าวว่า: จะไม่มีอะไรที่ขว้างปาผู้คนและทำให้พวกเขาล้มลงด้วยใบหน้าของพวกเขาไปสู่นรก นอกเหนือจากการเก็บเกี่ยวผลของลิ้น ทั้งที่เป็นการปฏิเสธศรัทธา การใส่ร้าย การดูถูก การนินทาว่าร้าย การใส่ร้าย การกล่าวหาผู้อื่นด้วยการโกหก และอื่นๆ ที่คล้ายกัน
จากอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา จากท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านได้รายงานจากพระผู้อภิบาลของท่าน ผู้ทรงจำเริญและผู้ทรงสูงส่ง พระองค์ได้ตรัสว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกความดีและความชั่วทั้งหลาย แล้วพระองค์ได้ทรงชี้แจงเรื่องดังกล่าวนั้น ใครก็ตามที่ปรารถนาจะทำความดีอย่างหนึ่ง แต่แล้วเขาไม่ได้ทำ อัลลอฮ์จะทรงบันทึก ณ พระองค์ซึ่งหนึ่งความดีอย่างสมบูรณ์ และหากเขาปรารถนาที่จะทำมัน แล้วเขาก็ได้ลงมือทำ อัลลอฮ์จะทรงบันทึก ณ พระองค์ซึ่งสิบความดี และพระองค์จะทรงเพิ่มพูนอีกถึงเจ็ดร้อยเท่า และอาจจะเพิ่มทวีคูณอีกอย่างมากมาย และหากเขาปรารถนาที่จะทำความชั่วอย่างหนึ่ง แต่แล้วเขาไม่ได้ทำ อัลลอฮ์จะทรงบันทึก ณ พระองค์ซึ่งหนึ่งความดีอย่างสมบูรณ์ และหากเขาปรารถนาที่จะทำมัน แล้วเขาก็ได้ลงมือทำ พระองค์จะทรงบันทึก ณ พระองค์ซึ่งหนึ่งความผิดเท่านั้น"
หะดีษบันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิมในหนังสือเศาะฮีหฺของท่านทั้งสองด้วยถ้อยสำนวนนี้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดความดีและความชั่วไว้ จากนั้นพระองค์ได้ทรงอธิบายให้มลาอิกะฮ์ทั้งสองทราบถึงวิธีการจดบันทึกสิ่งนั้น: ดังนั้น ผู้ใดที่ต้องการ ตั้งใจ และมุ่งมั่นที่จะทำความดี ก็จะมีการบันทึกความดีให้แก่เขาหนึ่งความดี แม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงมือทำก็ตาม และถ้าเขาได้ลงมือทำความดีนั้น ก็จะมีการบันทึกความดีให้แก่เขาเป็นสิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่าและเพิ่มทวีคูณกว่านั้นอีกหลายเท่า และการเพิ่มพูนนั้นจะขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ใจที่มีอยู่ในใจ และการขยายประโยชน์ของความดีที่ได้กระทำไป เป็นต้น และผู้ใดที่ต้องการ ตั้งใจ และมุ่งมั่นที่จะทำความชั่ว แล้วเขาได้ละทิ้งมันเพื่ออัลลอฮ์ ก็จะมีการบันทึกความดีให้แก่เขาหนึ่งความดี ถ้าเขาได้ละทิ้งมันเพราะยุ่งอยู่กับสิ่งอื่นพร้อมกับยังไม่ได้ลงมือทำสาเหตุของความชั่วนั้น ก็จะไม่มีการบันทึกใดๆ สำหรับเขา และถ้าเขาได้ละทิ้งมันเพราะเขาความอ่อนแอไม่สามารถจะทำความชั่วนั้นได้ ก็จะมีการบันทึกตามความตั้งใจของเขา และถ้าเขาได้ลงมือกระทำความชั่วนั้น ก็จะมีการบันทึกความชั่วสำหรับเขาหนึ่งความชั่ว
จากอบู ฮูรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ได้ตรัสว่า: "ผู้ใดก็ตามที่เป็นปรปักษ์กับคนรักของข้า แท้จริงข้าได้ประกาศสงครามกับเขาแล้ว และไม่มีสิ่งใดที่บ่าวของข้าได้ปฏิบัติเพื่อให้ใกล้ชิดกับข้าที่ข้าจะรักยิ่งกว่าสิ่งที่ข้าได้กำหนดเป็นศาสนบังคับเหนือเขา และบ่าวของข้าจะยังคงปฏิบัติเพื่อให้ใกล้ชิดกับข้าด้วยกับสิ่งที่เป็นสุนนะฮ์ต่างๆ จนกระทั่งข้ารักเขา และเมื่อใดที่ข้ารักเขา ข้าจะดูแลรักษาหูของเขาที่เขาใช้ฟัง ดูแลรักษาดวงตาของเขาที่เขาใช้มอง ดูแลรักษามือของเขาที่เขาใช้หยิบจับและดูแลรักษาเท้าของเขาที่เขาใช้เดิน และหากเขาวิงวอนขอต่อข้า แน่นอนข้าจะประทานให้แก่เขา และหากเขาขอความคุ้มครองจากข้า ข้าก็ย่อมให้ความคุ้มครองแก่เขา"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้แจ้งให้เราทราบว่า แท้จริงแล้ว อัลลอฮ์ ได้ตรัสไว้ในหะดีษอัลกุดสีย์ ว่า : ผู้ใดที่ทำร้าย โกรธ หรือเกลียดชังบ่าวผู้เป็นที่รักยิ่งของฉันคนใด ฉันจะแจ้งให้เขาทราบ และจะประกาศความเป็นศัตรูของฉันต่อเขา คำว่า "วะลีย์" (ผู้เป็นบ่าวที่รักยิ่งของอัลลอฮ์) ก็คือ ผู้ศรัทธาและมีความยำเกรง (ต่ออัลลอฮ์) และตามระดับของอีหม่าน และตักวาที่บ่าวมีอยู่ จะเป็นตัวกำหนดระดับความใกล้ชิดของเขาต่อการเป็นวะลีย์ของอัลลอฮ์ ไม่มีสิ่งใดที่บ่าวจะใช้เข้าใกล้อัลลอฮ์ได้ดีกว่าสิ่งที่พระองค์ทรงบังคับใช้กับเขา เช่น การกระทำอิบาดะฮ์ที่เป็นฟัรฎู (ข้อบังคับ) และการละเว้นสิ่งต้องห้าม และเมื่อบ่าวยังคงใช้การทำอิบาดะฮ์ที่เป็นนาฟิละฮ์ (สมัครใจ) เข้าใกล้อัลลอฮ์ร่วมกับการทำฟัรฎู พระองค์ก็จะทรงรักเขา และเมื่ออัลลอฮ์ทรงรักเขา พระองค์จะประทานความช่วยเหลือและความสำเร็จแก่เขาในอวัยวะทั้งสี่ส่วนนี้: พระองค์จะทรงชี้นำและประทานความสำเร็จแก่เขาในเรื่องการได้ยินของเขา เขาจะไม่ฟังสิ่งใดนอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัย พระองค์จะทรงชี้นำและประทานความสำเร็จแก่เขาในเรื่องการมองเห็นของเขา เขาจะไม่มองสิ่งใดนอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักทรงพอพระทัย พระองค์จะทรงชี้นำและประทานความสำเร็จแก่เขาในเรื่องการใช้มือของเขา เขาจะไม่กระทำสิ่งใดนอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัย พระองค์จะทรงชี้นำและประทานความสำเร็จแก่เขาในเรื่องการใช้เท้าของเขา เขาจะไม่เดินไปยังสถานที่ใดนอกจากสถานที่ที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัย และจะไม่มุ่งมั่นแสวงหา (หรือรีบเร่งไปยัง) สิ่งใด นอกจากสิ่งที่มีความดีงามอยู่ในนั้น อย่างไรก็ตาม หากเขาขอสิ่งใดจากอัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงประทานให้เขาในสิ่งที่เขาขอ และการขอดุอาอ์ของเขาก็จะถูกตอบรับ และหากเขาขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์และหันไปพึ่งพระองค์ในการขอความคุ้มครอง แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงคุ้มครองและปกป้องเขาจากสิ่งที่เขากลัว