





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงตรัสว่า: ผู้ใดที่เป็นศัตรูกับคนรักของข้า แท้จริงข้าได้ประกาศสงครามกับเขา และไม่มีสิ่งใดที่บ่าวของข้าได้ปฏิบัติเพื่อให้ใกล้ชิดกับข้าที่ข้าจะรักยิ่งไปกว่าสิ่งที่ข้าได้กำหนดเป็นศาสนบังคับ(ฟัรฎู)เหนือเขา และบ่าวของข้าจะยังคงปฏิบัติเพื่อให้ใกล้ชิดกับข้าด้วยกับสิ่งที่เป็นสุนนะฮ์ต่างๆ จนกระทั่งข้ารักเขา เมื่อใดที่ข้ารักเขา ข้าจะเป็นหูของเขาที่เขาใช้ฟัง เป็นดวงตาของเขาที่เขาใช้มอง เป็นมือของเขาที่เขาใช้หยิบจับ และเป็นเท้าของเขาที่เขาใช้เดิน หากเขาวิงวอนขอต่อข้า แน่นอนข้าจะประทานให้แก่เขา และหากเขาขอความคุ้มครองจากข้า แน่นอนข้าจะให้ความคุ้มครองแก่เขา และข้าไม่ลังเลกับสิ่งใดที่ข้าทำเหมือนที่ข้าลังเลกับการเอาชีวิตของผู้ศรัทธา เขาไม่อยากตายและฉันก็ไม่อยากทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เล่าในหะดีษกุดซีย์ว่า อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสว่า: ผู้ใดที่ทำร้ายคนรักของข้าคนหนึ่งคนใด ทำให้เขาโกรธ และเกลียดชังเขา แท้จริงฉันได้ประกาศให้เขารู้และแจ้งให้เขาทราบถึงความเป็นศัตรูของฉันต่อเขาแล้ว คนรัก(ของอัลลอฮ์)คือ ผู้ศรัทธาที่ยำเกรง และความรักของอัลลอฮ์จะขึ้นอยู่กับความศรัทธาและความยำเกรงที่ผู้เป็นบ่าวมี และไม่มีสิ่งใดที่มุสลิมได้ปฏิบัติเพื่อให้ใกล้ชิดกับพระเจ้าของเขาที่พระองค์ทรงรักยิ่งไปกว่าสิ่งที่พระองค์ได้กำหนดเป็นฟัรฎูเหนือเขา เช่น การจงรักภักดีและละทิ้งสิ่งต้องห้าม และมุสลิมจะยังคงปฏิบัติเพื่อให้ใกล้ชิดกับพระเจ้าของเขาด้วยกับสิ่งที่เป็นสุนนนะฮ์ต่างๆ พร้อมๆ กับสิ่งที่เป็นฟัรฎู จนกระทั่งเขาได้รับความรักจากอัลลอฮ์ เมื่อใดที่อัลลอฮ์ทรงรักเขา อัลลอฮ์ก็จะทรงให้เขามั่นคงในหลักการในอวัยวะทั้งสี่นี้ ให้เขามั่นคงในการฟัง ซึ่งเขาจะไม่ฟังสิ่งใดนอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงพอใจ ให้เขามั่นคงในการมองเห็น ซึ่งเขาจะไม่มองสิ่งใดนอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงชอบมองและทรงพอใจ ให้เขามั่นคงในการกระทำด้วยมือ ซึ่งเขาจะไม่กระทำสิ่งใดด้วยมือของเขานอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงพอใจ และให้เขามั่นคงในการเดินด้วยเท้า ซึ่งเขาจะไม่เดินไปยังสถานที่ใดนอกจากเป็นสถานที่ที่อัลลอฮ์ทรงพอใจ และเขาจะไม่พยายามสิ่งใดนอกจากสิ่งที่เป็นความดี อย่างไรก็ตาม หากเขาขอสิ่งใดจากอัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงประทานให้เขาในสิ่งที่เขาขอ และการขอดุอาอ์ของเขาก็จะถูกตอบรับ และหากเขาขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์และหันไปพึ่งพระองค์ในการขอความคุ้มครอง แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงคุ้มครองและปกป้องเขาจากสิ่งที่เขากลัว จากนั้น พระองค์ตรัสว่า "ฉันไม่ลังเลในสิ่งที่ฉันทำ เท่ากับที่ฉันลังเลที่จะดึงเอาวิญญาณของผู้ศรัทธา เนื่องด้วยความเมตตาที่มีต่อเขา เพราะเขาเกลียดความตายเนื่องด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น และอัลลอฮ์ทรงเกลียดสิ่งที่จะทำให้ผู้ศรัทธาเจ็บปวด"
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "มีสองอย่างในหมู่ผู้คนที่ถือเป็นการปฏิเสธความเชื่อ: การดูหมิ่นสายเลือด และการแสดงความเสียใจอย่างเกินจริงต่อผู้ที่เสียชีวิต"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงคุณลักษณะ 2 ประการของมนุษย์ ซึ่งเป็นการกระทำของผู้ปฏิเสธศรัทธาและนิสัยคนยุคป่าเถื่อนก่อนอิสลาม ซึ่งได้แก่: ประการแรก: อย่างแรกคือ การดูหมิ่นเชื้อสายของผู้คน การลดคุณค่าของพวกเขา และการเย่อหยิ่งใส่พวกเขา" ประการที่สอง: การเปล่งเสียงดังออกมา เมื่อประสบภัยพิบัติด้วยความโกรธต่อโชคชะตา หรือฉีกเสื้อผ้าอันเนื่องจากความกระวนกระวายอย่างหนัก
จากอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกท่านรู้หรือไม่ว่า ใครคือคนล้มละลาย?" พวกเขาตอบว่า "ผู้ที่ล้มละลายในหมู่พวกเรา คือผู้ที่ไม่มีเงินและไม่มีทรัพย์สิน ซึ่งท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้กล่าวว่า "ผู้ที่ล้มละลายจากประชาชาติของฉันก็คือ ในวันกิยามะฮ์ เขาจะมาด้วยการมี(ผลงานของการ)ละหมาด การถือศีลอด และการออกซะกาต(ที่ได้ถูกตอบรับจากอัลลอฮ์) แต่เขาเคยด่าคนนั้น เคยกล่าวหาคนนี้ เคยบริโภคทรัพย์สินของคนนั้น(โดยมิชอบ) เคยนองเลือดกับคนนี้ และเคยทุบตีคนนั้น ดังนั้นแล้วบรรดาความดีงามของเขาก็ถูกนำไปให้กับคนนั้น และบรรดาความดีงามของเขาก็ถูกนำมาให้คนนี้ แล้วถ้าหากบรรดาความดีของเขาหมดก่อนความผิดต่างๆ จะถูกชดใช้ ความผิดต่างๆ ของพวกเขาก็จะถูกโยนลงมาบนเขา(ให้แบกรับไว้แทน) และถูกให้ลงนรกในที่สุด"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถามบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านว่า : พวกเจ้ารู้ไหมว่าใครล้มละลาย? พวกเขากล่าวว่า ผู้ล้มละลายในหมู่พวกเราคือผู้ที่ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินใดๆ เขากล่าวว่า ผู้ที่ล้มละลายจากประชาชาติของฉันในวันฟื้นคืนชีพคือผู้ที่ประกอบการละหมาด การถือศีลอด และซะกาต แต่แล้วเขาก็เคยสาปแช่งและด่าว่าคนอื่น ละเมิดเกียรติคนอื่น ละเมิดทรัพย์สินคนอื่น ละเมิดเลือดเนื้อคนอื่น และบีบบังคับและทุบตีเขา ดังนั้นผู้ถูกกดขี่จึงได้รับความดีจากเขา และหากความดีหมดไปเสียก่อนสิทธิและความอธรรมของเขาจะชดใช้หมดไป ความผิดบาปของผู้ถูกกดขี่ก็ถูกลบออกและไปฝากไว้ในบันทึกของผู้อธรรม แล้วเขาก็ถูกโยนลงไปในไฟนรกซึ่งไม่มีความดีเหลืออยู่เลย
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ไม่มีเจ้าของทองและเจ้าของเงินคนใดที่ไม่ยอมจ่ายสิทธิของมัน(จ่ายซะกาต) เว้นแต่ในวันกิยามะฮ์จะมีแท่นหลายแท่นทำจากไฟนรก ถูกทำขึ้นสำหรับเขา แล้วมันจะถูกเผาให้ร้อนในไฟนรกญะฮันนัม แล้วถูกนำมานาบที่สีข้างของเขา และหน้าผากของเขา เเละหลังของเขา ทุกครั้งที่มันเย็นลง มันจะถูกนำมาทำให้ร้อนซ้ำแก่เขาอีก ในวันหนึ่งที่ความยาวนานของมันเท่ากับห้าหมื่นปี จนกระทั่งการพิพากษาระหว่างปวงบ่าวได้เสร็จสิ้นลง เขาจึงจะได้เห็นเส้นทางของเขา ว่าจะไปสู่สวรรค์หรือไม่ก็ไปยังนรก” มีผู้ถามว่า: 'โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แล้วสำหรับผู้ที่มีอูฐล่ะ?' ท่านตอบว่า: 'และไม่มีเจ้าของอูฐคนใด ที่ไม่ชำระสิทธิ์ของมัน และหนึ่งในสิทธิ์ของมันคือการรีดนมอูฐในวันที่พวกมันมาดื่มน้ำ ยกเว้นในวันกิยามะฮ์ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) เขาจะถูกทิ้งไว้ในพื้นราบที่กว้างใหญ่ และอูฐจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด เขาจะไม่สูญเสียแม้แต่อูฐตัวเดียว พวกมันจะเหยียบเขาด้วยกีบเท้า และกัดเขาด้วยปากของพวกมัน ทุกครั้งที่อูฐตัวแรกเดินผ่านไป ก็จะมีตัวสุดท้ายตามมาทำแบบเดียวกัน ในวันที่ยาวนานเท่ากับห้าหมื่นปี จนกว่าจะมีการตัดสินระหว่างบรรดาผู้คน และเขาจะเห็นทางของตน ไม่ว่าจะไปยังสวรรค์หรือไปยังนรก” มีผู้ถามว่า: 'โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แล้วสำหรับผู้ที่มีวัวและแกะล่ะ?' ท่านตอบว่า: 'และไม่มีเจ้าของวัวหรือแกะคนใด ที่ไม่ชำระสิทธิ์ของมัน ยกเว้นในวันกิยามะฮ์ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) เขาจะถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ราบกว้างใหญ่ และเขาจะไม่สูญเสียสัตว์ตัวใดเลย ไม่มีวัวหรือแกะที่เขามีจะมีเขาที่โค้งงอ บิ่น หรือหัก พวกมันจะชนเขาด้วยเขา และเหยียบเขาด้วยกีบเท้าของพวกมัน ทุกครั้งที่วัวหรือแกะตัวแรกเดินผ่านไป ก็จะมีตัวสุดท้ายตามมาทำแบบเดียวกัน ในวันที่ยาวนานเท่ากับห้าหมื่นปี จนกว่าจะมีการตัดสินระหว่างบรรดาผู้คน และเขาจะเห็นทางของตน ไม่ว่าจะไปยังสวรรค์หรือไปยังนรก” "มีผู้ถามว่า: 'โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แล้วสำหรับผู้ที่มีม้าล่ะ?' ท่านตอบว่า: 'ม้านั้นแบ่งออกเป็นสามประเภท: สำหรับคนหนึ่งเป็นภาระบาป, สำหรับอีกคนหนึ่งเป็นการปกป้อง, และสำหรับอีกคนหนึ่งเป็นผลบุญ ส่วนม้าที่เป็นภาระบาปคือม้าที่คนหนึ่งเลี้ยงไว้ด้วยความโอ้อวด ความภาคภูมิใจ และเพื่อทำลายศาสนาอิสลาม ม้านั้นเป็นภาระบาปสำหรับเขา ส่วนม้าที่เป็นการปกป้องคือม้าที่คนหนึ่งเลี้ยงไว้ในหนทางของอัลลอฮ์ และไม่ลืมที่จะชำระสิทธิ์ของอัลลอฮ์ในการใช้งานหลังและคอของมัน ม้านั้นเป็นการปกป้องสำหรับเขา ส่วนม้าที่เป็นผลบุญคือม้าที่คนหนึ่งเลี้ยงไว้ในหนทางของอัลลอฮ์ สำหรับบรรดาชาวอิสลาม เขาปล่อยให้มันอยู่ในทุ่งหรือสวน ซึ่งทุกครั้งที่มันกินหญ้าหรือพืชใด ๆ ที่อยู่ในทุ่งหรือสวนนั้น จำนวนที่มันกินจะถูกบันทึกเป็นผลบุญให้แก่เขา แม้กระทั่งจำนวนของมูลและปัสสาวะของมันก็จะถูกบันทึกเป็นผลบุญ และเมื่อมันออกวิ่งกระโดดขึ้นเนินหรือสองเนิน จำนวนรอยเท้าและมูลของมันจะถูกบันทึกเป็นผลบุญ และเมื่อเจ้าของมันพาม้ามายังแม่น้ำแล้วมันดื่มน้ำ โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันดื่ม อัลลอฮ์ก็จะบันทึกจำนวนที่มันดื่มเป็นผลบุญให้แก่เขา'"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายประเภทของทรัพย์สินและการตอบแทนสำหรับผู้ที่ไม่จ่ายซะกาตในวันฟื้นคืนชีพ ได้แก่: ประการแรก: ทองคำและเงินและสิ่งที่คล้ายกัน เช่น เงินและการค้าซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับซะกาตแต่ไม่ได้จ่าย ในวันฟื้นคืนชีพ จะถูกหลอมและถูกเทเป็นแผ่น เหมือนแผ่นโลหะ และจะถูกเผาในไฟนรกญะฮันนัม เพื่อใช้ในการลงโทษเจ้าของ โดยจะถูกจี้ที่ด้านข้างหน้าผาก และหลัง ทุกครั้งที่มันเย็นลง ก็จะถูกนำมาเผาใหม่อีกเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเย็นลง พวกเขาจะถูกทำให้ร้อนอีกครั้ง ความทุกข์ทรมานนี้จะดำเนินต่อไปตลอดวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ในวันหนึ่งที่ความยาวนานของมันเท่ากับห้าหมื่นปี จนกระทั่งการพิพากษาระหว่างปวงบ่าวได้เสร็จสิ้นลง เขาจึงจะได้เห็นเส้นทางของเขา ว่าจะไปสู่สวรรค์หรือไม่ก็ไปยังนรก ประการที่สอง: เจ้าของอูฐที่ไม่ชำระซะกาตและสิทธิของมัน รวมถึงการรีดนมของมันให้กับคนยากจนที่มาขอ เขาจะถูกนำอูฐที่มีขนาดใหญ่และอ้วนที่สุด และจำนวนมากกว่าที่เคยมี มาวางไว้ให้เขาในวันกิยามะฮ์ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) บนพื้นดินที่กว้างใหญ่และเรียบ สัตว์เหล่านี้จะเหยียบเขาด้วยเท้าของมันและกัดเขาด้วยฟันของมัน ทุกครั้งที่อูฐตัวหลังผ่านไป ตัวแรกก็จะถูกนำกลับมาอีก เขาจะต้องทนทุกข์อยู่ในสภาพนี้ตลอดทั้งวันกิยามะฮ์ ซึ่งมีความยาวเท่ากับห้าหมื่นปี จนกว่าอัลลอฮ์จะตัดสินระหว่างผู้คน ว่าเขาจะเป็นผู้ที่ไปสวรรค์หรือไปนรก ประการที่สาม: เจ้าของวัวและแกะ - รวมถึงแพะ - ที่ไม่ได้ชำระซะกาตที่กำหนด ดังนั้นพวกเขาจึงถูกนำมาในปริมาณมากเท่าที่มีอยู่โดยไม่มีสิ่งใดขาดหายไปจากพวกเขา ในวันกิยามะฮ์ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) จะถูกจัดเตรียมให้เจ้าของบนพื้นดินที่กว้างใหญ่และเรียบ ซึ่งไม่มีสัตว์ที่มีเขาเป็นเกลียว ไม่มีกระทิงที่ไม่มีเขา หรือกระทิงที่เขาหัก แต่จะเป็นสัตว์ที่มีลักษณะสมบูรณ์ที่สุด เมื่อมันกระทืบเขาด้วยเขาของมันและเหยียบเขาด้วยเท้าของมัน ทุกครั้งที่สัตว์ตัวหลังผ่านไป ตัวแรกจะถูกนำกลับมาอีก สภาวะแห่งความทรมานนี้จะดำเนินต่อไปตลอดทั้งวันกิยามะฮ์ ซึ่งในวันหนึ่งที่ความยาวนานของมันเท่ากับห้าหมื่นปี จนกระทั่งการพิพากษาระหว่างปวงบ่าวได้เสร็จสิ้นลง เขาจึงจะได้เห็นเส้นทางของเขา ว่าจะไปสู่สวรรค์หรือไม่ก็ไปยังนรก ประการที่สี่: เจ้าของม้า ซึ่งมีสามประเภท คือ: ประเภทแรก: มันเป็นภาระบาปสำหรับเขา นั้นคือผู้ที่เลี้ยงมันเพื่อโอ้อวด แสดงความยิ่งใหญ่ และทำสงครามต่อชาวอิสลาม" ประเภทที่สอง: มันเป็นเครื่องปกปิดสำหรับเขา และเขาคือผู้ที่เอามันไปญิฮาดในวิถีทางของอัลลอฮ์ จากนั้นจึงปฏิบัติต่อมันอย่างกรุณา และจัดหาอาหารสัตว์และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ให้กับมัน รวมทั้งให้ม้าตัวหนึ่งแก่มันด้วย ประเภทที่สาม: มันเป็นผลบุญสำหรับเขา และเขาคือผู้ที่ใช้มันเพื่อการญิฮาดในแนวทางของพระเจ้าเพื่อชาวอิสลาม และมันอยู่ในทุ่งหญ้าและสวนสำหรับเลี้ยงสัตว์ ดังนั้นมันจึงไม่กินอาหาร เว้นแต่จำนวนสิ่งที่มันกินนั้นถูกบันทึกไว้ว่าเป็นความดี และจำนวนมูลและปัสสาวะของมันได้ถูกบันทึกว่าเป็นความดีของมัน และความยาวของมันไม่ได้ถูกตัดออก มันคือเชือกที่ใช้ผูกมันไว้ และมันไม่วิ่งและโลดแล่นในที่สูงของพื้นดิน เว้นแต่ว่าอัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกจำนวนร่องรอยและมูลของมันไว้เป็นความดีแก่เขา และเจ้าของของมันไม่ผ่านไปตามแม่น้ำและเขาก็ดื่มจากแม่น้ำนั้น และเมื่อเจ้าของมันพาม้ามายังแม่น้ำแล้วมันดื่มน้ำ โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันดื่ม อัลลอฮ์ก็จะบันทึกจำนวนที่มันดื่มเป็นผลบุญให้แก่เขา” จากนั้นเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกถามเกี่ยวกับลา ว่า: พวกมันเหมือนม้าหรือเปล่า? ท่านนบีกล่าวว่า: ไม่มีการประทานบัญญัติใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นอกจากอายะฮ์สั้นๆ นี้ ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปสำหรับทุกประเภทของการทำความดีและการทำบาป; โดยมีความว่า: {ดังนั้น ผู้ใดทำความดีแม้เพียงขนาดของอะตอม จะได้เห็นมัน และผู้ใดทำความชั่วแม้เพียงขนาดของอะตอม จะได้เห็นมัน} [ซุระฮ์ อัซซะลซะละห์: 8] ดังนั้น ใครก็ตามที่กระทำการอย่างเชื่อฟังในการได้รับลา จะเห็นการตอบแทนที่ดีสำหรับสิ่งนั้น และหากเขากระทำการไม่เชื่อฟัง เขาก็จะเห็นการลงโทษสำหรับสิ่งนั้น ซึ่งสิ่งนี้หมายรวมถึงกระทำทั้งหมด้วย
จากอะดีย์ บิน หาติม เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ไม่มีใครในหมู่พวกท่านทั้งหลายนอกจากจะต้องพูดคุยกับอัลลอฮ์ โดยไม่มีการแปลความหมายระหว่างเขากับพระองค์ โดยเขาจะมองไปทางขวาเขาไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสิ่งที่เขาได้ทำไว้ก่อนหน้า(ที่เป็นการงานที่ดี) และจะมองไปทางซ้ายและไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสิ่งที่เขาได้ทำไว้ก่อนหน้า(ที่เป็นการงานที่ชั่ว) และจะมองไปข้างหน้าตนเองและไม่เห็นสิ่งใดนอกจากไฟนรกที่รออยู่ตรงหน้าเขา ดังนั้นจงป้องกันตนจากไฟนรก แม้เพียงแค่ด้วยการบริจาคลูกอินทผลัมเพียงครึ่งเม็ด”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า ผู้ศรัทธาทุกคนจะยืนต่อพระพักตร์อัลลอฮ์ในวันฟื้นคืนชีพเพียงผู้เดียว และอัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจจะตรัสกับเขาโดยไม่มีคนกลาง และไม่มีผู้แปลระหว่างเขาและพระองค์ ดังนั้นเขาจึงมองไปทางขวาและทางซ้ายด้วยความกลัวอย่างรุนแรง และบางทีเขาอาจจะพบหนทางที่จะรอดจากไฟที่อยู่ตรงหน้าเขา หากเขามองไปทางขวาเขาก็จะเห็นความดีที่เขาทำไว้ และหากเขามองไปทางซ้ายเขาจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากการกระทำชั่วที่เขาทำ หากเขามองไปข้างหน้า เขาก็ไม่เห็นอะไรนอกจากไฟนรก และเขาไม่สามารถเบี่ยงเบนไปจากไฟนรกได้ เพราะเขาจะต้องผ่านสะพานศิร็อต จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: จงทำให้ระหว่างพวกท่านกับไฟนรกมีเครื่องป้องกัน ด้วยการทำทานและการทำความดี แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย เช่น การบริจาคอินทผลัมเพียงครึ่งผล
จากอุกบะฮ์ บิน อามิร อัลญุฮะนีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: มีคนกลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วท่านก็ทำสัตยาบันกับ 9 คนและงดเว้น 1 คน พวกเขากล่าวว่า โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ (เหตุใด)ท่านได้ทำสัตยาบันกับ 9 คนและละเว้นชายคนนี้? ท่านตอบว่า "เพราะแท้จริงเขาสวมเครื่องราง" แล้วเขาก็สอดมือเข้าไปแล้วตัดมันออก จากนั้นท่านนบีจึงทำสัตยาบันกับชายคนนั้น และกล่าวว่า "ผู้ใดที่สวมใส่เครื่องราง แน่นอนเขาได้ตั้งภาคี(กับอัลลอฮ์)แล้ว"
บันทึกโดย อะห์มัดมีคนกลุ่มหนึ่งจำนวน 10 คนได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วท่านก็ทำสัตยาบันกับ 9 คนว่าจะจงรักภักดีและปฏิบัติตามศาสนาอิสลาม โดยงดเว้นทำสัตยาบันกับ คนที่ 10 ซึ่งเมื่อท่านถูกถามถึงเหตุผลดังกล่าว ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า เพราะแท้จริงเขาสวมใส่เครื่องราง ซึ่งมันคือสิ่งที่ใช้ผูกหรือแขวนทำมาจากลูกปัดและสิ่งอื่นๆ เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายหรืออันตราย ชายคนนั้นก็สอดมือเข้าไปที่ตำแหน่งเครื่องรางแล้วตัดมันออก และกำจัดมันออกไป จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงทำสัตยาบันกับเขา และกล่าวตักเตือนเรื่องเครื่องรางพร้อมกับแจ้งบทบัญญัติของมันว่า "ผู้ใดที่สวมใส่เครื่องราง แน่นอนเขาได้ตั้งภาคี(กับอัลลอฮ์)แล้ว"
จากอับดุลลอฮ์ บิน อัมรู บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮูมา กล่าวว่า: จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แท้จริงเมื่อท่านเข้าไปในมัสยิด ท่านนบีกล่าวว่า: “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงฤทธานุภาพ และด้วยพระพักตร์อันสูงส่งของพระองค์ และในอำนาจนิรันดร์ของพระองค์ จากชัยฏอนผู้ถูกสาปแช่ง ” เขากล่าวว่า: กล่าวแค่นี้หรือ? ฉันกล่าวว่า ใช่ เขากล่าวว่า หากกล่าวเช่นนั้น ชัยฏอนก็จะกล่าวว่า เขาจะได้รับการปกป้องจากฉันตลอดทั้งวัน
บันทึกโดย อบูดาวูดเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เข้าไปในมัสยิด เขาจะกล่าวว่า: (ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงฤทธานุภาพ) ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์และพระคุณลักษณะของพระองค์ (และด้วยพระพักตร์อันสูงส่งของพระองค์) พระผู้ทรงกรุณาปรานีและผู้ให้อย่างสูงสุด (และสิทธิอำนาจของพระองค์) คือมีชัยเหนือเขา และความสามารถของพระองค์นั้นสามารถควบคุมและเอาชนะต่อผู้ที่พระองค์ประสงค์จากบรรดาสิ่งสร้างทั้งหลาย (ที่ไม่มีจุดเริ่มต้น) ดังเดิมเป็นนิรันดร์ (จากชัยฏอนผู้ถูกสาปแช่ง) ที่ถูกเนรเทศและขับออกจากความเมตตาของพระเจ้า นั่นคือ: ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงปกป้องข้าพระองค์จากการกระซิบ การล่อลวง การย่างก้าว อันตราย การขอทาน และการหลงผิดของมัน เพราะมันเป็นต้นเหตุของการหลงทาง และคอยยุยงให้เกิดการล่อลวงและความไม่รู้ มีผู้กล่าวแก่อับดุลลอฮ์ บิน อัมรู ว่า “กล่าวแค่นี้หรือ?” กล่าวคือ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พูดเพียงเท่านี้หรือ? เขากล่าวว่า: ใช่ หากผู้ใดเข้าในมัสยิดกล่าวคำวิงวอนนี้ ชัยฏอนกล่าวว่า: คนที่เข้ามาในนี้ได้รับการปกป้องตนเองจากฉันตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
จากอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริง อัลลอฮ์จะตรัสแก่บรรดาชาวสวรรค์ว่า "โอ้ ชาวสวรรค์ทั้งหลาย" พวกเขาจะตอบว่า "ขอสนองรับโองการพระองค์ท่าน ความดีงามทั้งหมดอยู่ในสองมือของพระองค์แล้ว" แล้วพระองค์ก็มีตรัสว่า "พวกเจ้าพอใจแล้วหรือยัง?" พวกเขาต่างตอบว่า "พวกเราไม่พอใจได้อย่างไรละ ในเมื่อพระองค์ท่านได้ให้แก่พวกเราในสิ่งที่พระองค์ท่านไม่เคยให้แก่ผู้อื่นใดเลยในบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหมด" พระองค์จรัสต่อไปว่า "จะเอาไหม ฉันจะให้สิ่งที่พิเศษกว่านั้น?" พวกเขาตอบว่า "โอ้ พระองค์ท่าน มีอะไรอีกที่พิเศษไปกว่านี่หรือ?" พระองค์ตอบว่า "ฉันจะประทับความโปรดปรานของฉันลงบนพวกเจ้า แล้วฉันก็จะไม่โกรธเคืองพวกเจ้าไปตลอดกาล"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า พระเจ้าผู้ทรงอำนาจตรัสกับชาวสวรรค์ในขณะที่พวกเขาอยู่ในสวรรค์: โอ้ชาวสวรรค์และพวกเขาก็ตอบรับ โดยกล่าวว่า: ขอสนองรับโองการพระองค์ท่าน ความดีงามทั้งหมดอยู่ในสองมือของพระองค์แล้ว พระองค์พูดกับพวกเขาว่า: พวกเจ้าพอใจไหม? พวกเขากล่าวว่า พวกเราไม่พอใจได้อย่างไรละ ในเมื่อพระองค์ท่านได้ให้แก่พวกเราในสิ่งที่พระองค์ท่านไม่เคยให้แก่ผู้อื่นใดเลยในบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหมด แล้วพระเจ้าผู้ทรงอำนาจตรัสว่า: "จะเอาไหม ฉันจะให้สิ่งที่พิเศษกว่านั้น?" พวกเขากล่าวว่า: ข้าแต่พระเจ้า อะไรจะดีไปกว่านั้นเล่า! จากนั้นพระองค์ตรัสว่า: ฉันประทานความพอพระทัยของข้าแก่เจ้า และข้าจะไม่โกรธพวกเจ้าหลังจากนั้นตลอดไป
จากอบูษัรริน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ไม่มีชายคนใดที่กล่าวหาอีกคนหนึ่งว่าเป็นคนผิดศีลธรรม และไม่มีชายคนใดกล่าวหาอีกคนหนึ่งว่าเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา เว้นแต่สิ่งนั้นก็จะกลับคืนมาสู่เขา หากคนๆ นั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เตือนว่าใครก็ตามที่พูดกับคนอื่นว่า: คุณเป็นคนบาป หรือ: คุณเป็นคนปฏิเสธศรัทธา หากเขาไม่เป็นไปตามที่เขาพูด เขาก็เป็นคนที่สมควรได้รับกับลักษณะข้างต้นและคำกล่าวของเขาจะถูกคืนกลับไป แต่ถ้าเป็นอย่างที่เขาพูดไว้ ก็จะไม่มีอะไรคืนให้เขา เพราะเขาสัตย์จริงในสิ่งที่เขาพูด