





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวในสงครามค็อยบัร ว่า : “ฉันจะมอบธงนี้ให้กับชายคนหนึ่งที่รักอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ และอัลลอฮ์จะทรงประทานชัยชนะด้วยมือของเขา” อุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ กล่าวว่า ฉันไม่ชอบการเป็นผู้นำ เว้นแต่วันนั้นเขากล่าวว่า ดังนั้นฉันจึงมีความหวัง ว่าฉันจะอธิษฐานเพื่อได้รับมัน เขากล่าว่า และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรียก อาลี บิน อบีฏอลิบ ดังนั้นเขาจึงมอบมันให้กับเขาและกล่าวว่า “จงเดินไปเถิด และอย่าหันกลับมา จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงประทานชัยชนะแก่เจ้า” เขากล่าวว่า “อาลีได้เดินไปครู่หนึ่งแล้วหยุดและไม่หันกลับมา ดังนั้นเขาจึงตะโกนว่า “โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ เพื่ออะไร ฉันต่อสู้กับผู้คน? เขากล่าวว่า “จงต่อสู้กับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ เมื่อพวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาก็จะได้รับการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินจากเจ้า เว้นแต่สิทธิของมัน และการคิดบัญชีต่อพวกเขาเป็นของอัลลอฮ์"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แจ้งให้สาวกทราบถึงชัยชนะของชาวมุสลิมในวันรุ่งขึ้นเหนือชาวยิวในเมืองค็อยบัร เมืองใกล้กับเมืองมะดีนะฮ์ ด้วยน้ำมือของชายผู้ได้รับมอบธงแก่เขาซึ่งก็คือธงที่กองทัพใช้เป็นสัญลักษณ์ ลักษณะอย่างหนึ่งของชายคนนี้คือเขารักอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ และอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ก็รักเขา และอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่าเขาไม่เคยปรารถนาตำแหน่งการเป็นผู้นำหรือให้ตัวเขาเป็นที่หมายปอง ยกเว้นในวันนั้นเท่านั้น ด้วยความหวังว่าสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงความรักของอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์จะตกแก่เขา อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ยื่นกายของเขาเพื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เห็น โดยหวังว่าจะได้รับเชิญให้ไห้รับสิ่งนั้น และด้วยความกระตือรือร้นและความปรารถนาที่จะรับธงนั้น และ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรียกอาลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ และมอบธงให้เขา สั่งให้เขาเคลื่อนทัพไปพร้อมกับกองทัพ และไม่ละทิ้งการต่อสู้หลังจากพบศัตรู จะด้วยการพักผ่อน หยุดพัก หรือสงบศึก จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงเปิดป้อมปราการเหล่านี้แก่เขาด้วยชัยชนะ จากนั้นอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เดินแล้วหยุด แต่เขาก็ไม่หันกลับมา เพื่อไม่ให้ละเมิดคำสั่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เปล่งเสียงของเขา ว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ เพื่ออะไร ที่ฉันต่อสู้กับผู้คน? ท่านนบี ศ็อลลัลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า จงต่อสู้กับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะเป็นกล่าวปฏิญานว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ หากพวกเขาตอบรับและเข้าสู่ศาสนาอิสลาม เลือดและทรัพย์สินของพวกเขาเป็นที่ต้องห้ามแก่เจ้า เว้นแต่โดยสิทธิ นั่นคือ เว้นแต่พวกเขาจะก่ออาชญากรรมหรือความผิดทางอาญาซึ่งพวกเขาสมควรที่จะถูกฆ่าตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม และการคิดบัญชีต่อพวกเขาเป็นของอัลลอฮ์
จากอันนุอ์มาน บิน บะชีร เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "เปรียบเทียบบรรดาผู้ศรัทธาในด้านความรัก ความเอ็นดูเมตตา และการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลของพวกเขาที่มีต่อกันนั้น เปรียบเสมือนกับเรือนร่างเดียวกัน เมื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บปวด จะส่งผลให้อวัยวะทั่วร่างกายต้องอดหลับอดนอนและเจ็บป่วยตามไปด้วย"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้อธิบายว่า ความเป็นอยู่ของพี่น้องมุสลิมในด้านความรัก ความเอ็นดูเมตตา การช่วยเหลือ และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และรู้สึกเจ็บป่วยหากพี่น้องเขาได้รับความเดือนร้อนนั้น จำเป็นจะต้องให้เหมือนกับเรือนร่างเดียวกัน เมื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บป่วย จะส่งผลให้อวัยวะทั่วร่างกายต้องอดหลับอดนอนและเจ็บป่วยตามไปด้วย
จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่ใช่พวกของเรา สำหรับผู้ที่ตบแก้ม ฉีกกระเป๋า และการวิงวอน ที่เป็นการวิงวอนของชาวญาฮิลียะฮ์ (ยุคก่อนอิสลาม)"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามและเตือนต่อการกระทำบางอย่างของผู้คนในยุคก่อนอิสลาม โดยกล่าวว่า: เขาไม่ใช่หนึ่งในพวกของเรา: ประการแรก: ใครก็ตามที่ตบแก้ม ที่เจาะจงแก้ม เพราะว่าโดยส่วนใหญ่จะตบที่แก้ม มิเช่นนั้นการตบหน้าส่วนอื่นถือเป็นข้อห้ามด้วย ประการที่สอง: การกรีดเสื้อผ้าเพื่อให้ศีรษะเข้าไปได้เนื่องจากความเสียใจที่รุนแรง ประการที่สาม: การวิงวอนขอ ด้วยคำวิงวอนขอของผู้คนในยุคก่อนอิสลาม เช่น การวิงวอนเพื่อความหายนะ การทำลายล้าง การคร่ำครวญ และอื่น ๆ
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า 'โอ้ ลูกหลานอาดัมเอ๋ย! ตราบใดที่เจ้ายังคงวิงวอนและคาดหวังจากข้า ข้าจะอภัยให้เจ้าในสิ่งที่มีอยู่ในตัวเจ้า และข้าไม่ถือสาอะไรเลย โอ้ ลูกหลานอาดัมเอ๋ย! ถึงแม้ว่าบาปของเจ้าจะสูงถึงฟากฟ้า แต่หากเจ้าขออภัยโทษจากข้า ข้าจะอภัยให้เจ้า และข้าไม่ถือสาอะไรเลย โอ้ ลูกหลานอาดัมเอ๋ย หากเจ้ามาพร้อมกับความผิดมากมายจนเต็มแผ่นดิน และพบกับข้าโดยไม่ตั้งภาคีต่อข้า ข้าจะมอบการอภัยให้เจ้าจนเต็มแผ่นดินเช่นกัน”
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสในหะดีษอัลกุดซีย์ ว่า: โอ้ ลูกหลานอาดัมเอ๋ย ตราบเท่าที่เจ้าวิงวอนต่อข้าและหวังในความเมตตาของข้า และอย่าสิ้นหวัง ข้าจะปกปิดบาปของเจ้าและลบมันออกไปโดยไม่สนใจมัน แม้ว่าบาปและการไม่เชื่อฟังนี้จะเป็นบาปใหญ่ก็ตาม โอ้ ลูกหลานอาดัมเอ๋ย หากความผิดของพวกเจ้ามีมากมายจนมันครอบคลุมช่องว่างระหว่างชั้นฟ้าและแผ่นดิน จนมันแผ่กว้างจนครอบคลุมขอบของมัน แล้วพวกเจ้าก็ขออภัยโทษจากข้า ข้าจะลบและยกโทษให้เจ้าทั้งหมด ไม่ว่าจะมากขนาดไหนก็ตาม โอ้บุตรแห่งอาดัม! ถ้าหากเจ้ามาหาฉันหลังความตายด้วยบาปและความผิดทั้งหมดที่เต็มไปด้วยแผ่นดิน และเจ้าก็เสียชีวิตไปในสภาพที่มีความเชื่อในเอกภาพไม่มีการตั้งภาคีใด ๆ กับฉัน ฉันก็จะตอบแทนบาปและความผิดเหล่านั้นด้วยการให้อภัยที่เต็มไปด้วยแผ่นดิน เพราะฉันคือผู้ที่มีความกว้างขวางในการให้อภัย และฉันให้อภัยบาปทุกชนิด ยกเว้นการตั้งภาคี
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งย่อมดีและเป็นที่รัก ณ อัลลอฮ์มากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็มีความดีงามอยู่ จงมุ่งมั่นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเจ้าเอง และจงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์และอย่าได้รู้สึกอ่อนแอ และเมื่อเจ้าประสบกับปัญหาใด ก็อย่าได้กล่าวว่า หากฉันกระทำเช่นนั้น มันก็จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จงกล่าวว่า (นี่มันเป็น)พระกำหนดของอัลลอฮ์และสิ่งใดที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะทรงทำ เพราะคำว่า ‘ถ้า’ นั้นจะเป็นการเปิดช่องทางให้ชัยฏอนทำงาน"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้แจ้งว่า ผู้ศรัทธาทั้งหมดนั้นจะมีความดีงามอยู่ แต่ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งในด้านความศรัทธา ความมุ่งมั่น ฐานะทางการเงิน และความเข้มแข็งในด้านอื่นๆ ย่อมดีกว่าและเป็นที่รัก ณ อัลลอฮ์มากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้แนะนำให้ผู้ศรัทธาหาเหตุอันเป็นประโยชน์แก่เขาทั้งในเรื่องโลกนี้และโลกหน้า พร้อมกับพึ่งพาอัลลอฮ์ ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และมอบหมายต่อพระองค์ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามมิให้อ่อนแอ เกียจคร้าน และเฉื่อยชาในการกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ดังนั้น เมื่อผู้ศรัทธาได้มุ่งมั่นกระทำอย่างจริงจัง มีเหตุผลประกอบ พร้อมกับขอช่วยเหลือจากอัลลอฮ์และขอความดีจากพระองค์แล้ว เขาก็ไม่ต้องกังวลใจอะไรอีกนอกจากการมอบมายกิจการของเขาทั้งหมดให้กับอัลลอฮ์ และพึ่งทราบเถิดว่าการคัดสรรของอัลลอฮ์นั้นดีเสมอ หลังจากนั้นเมื่อเขาประสบกับความทุกข์ยาก เขาอย่าได้พูดว่า "หากฉันกระทำ(สิ่งนี้)แล้ว มันก็จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้" เพราะคำว่า "ถ้า หรือ หาก" จะเป็นการเปิดช่องทางให้ชัยฏอนทำงานในการโต้แย้งคัดค้านการกำหนดของอัลลอฮ์และเสียใจกับสิ่งที่ได้ผ่านไป แต่ให้พูดด้วยความนอบน้อมและยินยอมว่า "นี่เป็นการกำหนดของอัลลอฮ์ และสิ่งใดที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะทำสิ่งนั้น" ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮ์ เพราะพระองค์เป็นผู้กระทำอย่างเด็ดขาดในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ ไม่มีผู้ใดกีดกันการกำหนดของพระองค์และไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงการตัดสินของพระองค์ได้
จากอบูวากิด อัลลัยษีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อครั้งที่ท่านได้ออกไปยังหุนัยน์ ท่านได้เดินผ่านต้นไม้ต้นหนึ่งของบรรดาผู้ตั้งภาคี มีชื่อเรียกว่า "ซาตุอันวาฏ(ต้นไม้มงคล)" ซึ่งพวกเขาเอาไว้แขวนดาบของพวกเขา(เพื่อขอความสิริมงคล) บรรดาเศาะหาบะฮ์(ที่เป็นมุสลิมใหม่) ก็พูดขึ้นว่า โอ้นบี ขอท่านทำให้เราได้มีต้นไม้มงคลเหมือนกับที่พวกเขามีบ้าง ท่านนบีตอบว่า "ซุบฮานัลลอฮ์ นี่ก็เหมือนกับที่กลุ่มชนของนบีมูซาได้เคยพูดไว้ว่า "ขอท่านทำให้พวกเรามีพระเจ้าสักองค์เหมือนกับที่พวกเขามีพระเจ้าหลายองค์บ้าง"[อัลอะรอฟ : 138] นบีพูดต่อว่าขอสาบานต่ออัลลอฮ์ผู้ที่ชีวิตฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แน่นอนพวกเจ้า กำลังจะเลียนแบบกลุ่มชนก่อนหน้าพวกเจ้า"
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ และอะห์มัดท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออกเดินทางไปยังหุนัยน์ ซึ่งมันเป็นที่ราบที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองฏออิฟกับเมืองมักกะฮ์ และพร้อมกับท่านนั้นมีบรรดาเศาะหาบะฮ์บางคนที่เป็นมุสลิมใหม่ แล้วพวกเขาได้เดินผ่านต้นไม้ต้นหนึ่งมีชื่อเรียกว่า "ซาตุอันวาฏ(ต้นไม้มงคล)" เป็นต้นไม้ที่เอาไว้แขวนสิ่งของต่างๆ ซึ่งบรรดาผู้ตั้งภาคีได้เทิดทูนต้นไม้นี้และพวกเขาได้แขวนดาบของพวกเขาไว้บนต้นไม้นี้และกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อขอความสิริมงคล พวกเขาเลยขอจากท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ให้ท่านจัดทำต้นไม้หนึ่งที่เหมือนกับต้นไม้ดังกล่าวแก่พวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้แขวนดาบของพวกเขาเพื่อขอความสิริมงคลบ้าง โดยที่พวกเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่อนุญาตให้กระทำได้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็กล่าว "ซุบฮานัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์) เพื่อเป็นการปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าวนี่ และเป็นการเทิดทูนอัลลอฮ์ และท่านยังบอกอีกว่าคำกล่าวเช่นนี้เป็นเหมือนกับคำกล่าวของกลุ่มชนนบีมูซาที่ได้เคยพูดไว้ว่า {ขอท่านทำให้พวกเรามีพระเจ้าสักองค์เหมือนกับที่พวกเขามีพระเจ้าหลายองค์บ้าง} ในตอนที่กลุ่มชนนบีมูซาได้เห็นผู้ที่เคารพบูชาบรรดารูปเจว็ด พวกเขาเลยขอจากนบีมูซาให้พวกเขาได้มีบรรดารูปเจว็ดบ้างเหมือนกับบรรดาผู้ตั้งภาคี ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการปฏิบัติตามแนวทางของพวกเขา จากนั้นนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า แท้จริง ประชาชาตินี้จะเลียนแบบตามแนวทางของชาวยิวและชาวคริสต์ และจะกระทำดังเช่นการกระทำของพวกเขา เพื่อเป็นการตักเตือนให้ระวังสิ่งดังกล่าว
จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา รายงานว่า: มีชายคนหนึ่งได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เขาได้พูดคุยกับท่านนบีในบางเรื่อง แล้วพูดว่า มันเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์และเป็นสิ่งที่ท่านประสงค์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็เลยถามว่า "เจ้าจะให้ฉันเป็นภาคีกับอัลลอฮ์กระนั้นหรือ?" เจ้าจงพูดว่า มันเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เพียงพระองค์เดียว"
บันทึกโดย อันนะซาอีย์ในหนังสืออัลกุบรอ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดมีชายคนหนึ่งได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เขาได้พูดคุยกับท่านนบีในบางเรื่อง จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาว่า มันเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์และเป็นสิ่งที่ท่านนบีประสงค์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ปฏิเสธคำพูดดังกล่าว และบอกแก่เขาว่า การเชื่อมความประสงค์ของบ่าวเข้ากับความประสงค์ของอัลลอฮ์ด้วยตัวอักษร "วาว" (و) เป็นการตั้งภาคีประเภทเล็ก ซึ่งไม่อนุญาตให้มุสลิมกล่าวคำดังกล่าว จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ชี้แนะเขาซึ่งคำพูดที่ถูกต้อง คือ "มันเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เพียงพระองค์เดียว" โดยการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ในด้านความประสงค์ของพระองค์ และไม่เชื่อมความประสงค์ของพระองค์เข้ากับความประสงค์ของบุคคลอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยคำเชื่อมใดๆ
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เข้ามาหาฉันโดยที่ฉันได้คลุมตู้ขนาดเล็กของฉันด้วยม่านที่มีรูปภาพ เมื่อท่านเห็นสิ่งนั้น ท่านก็เอามันออกและใบหน้าของท่านก็เปลี่ยนสีแล้วพูดว่า: “โอ้ อาอิชะฮ์ กลุ่มคนที่จะได้รับโทษอย่างสาหัสที่สุด ณ อัลลอฮ์ในวันฟื้นคืนชีพคือกลุ่มคนที่ประดิษฐ์สิ่งหนึ่งที่คล้ายกับสิ่งที่อัลออฮ์ทรงสร้าง” อาอิชะฮ์กล่าวว่า “ดังนั้นเราจึงตัดมันออกแล้วทำหมอนจากม่านนั้นหนึ่งใบหรือสองใบ
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เข้ามาหาอาอิชะฮ์ในบ้านของท่าน แลัวพบว่าอาอิชะฮ์ได้คลุมตู้ขนาดเล็กที่มีไว้เพื่อเก็บสิ่งของด้วยผ้าม่านที่มีรูปภาพสิ่งมีชีวิต ทำให้ใบหน้าของท่านเปลี่ยนสีด้วยอาการโกรธเพื่ออัลลอฮ์และเอามันออก แล้วพูดว่า กลุ่มคนที่จะได้รับโทษอย่างสาหัสที่สุดในวันฟื้นคืนชีพคือกลุ่มคนที่วาดรูปสิ่งหนึ่งที่คล้ายกับสิ่งที่อัลออฮ์ทรงสร้าง ท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวว่า ดังนั้น เราจึงตัดมันทำหมอนหนึ่งใบหรือสองใบ
จากอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า "ลูกหลานอาดัมได้ปฏิเสธฉัน โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น และเขาได้ดูหมิ่นฉัน โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น สำหรับการปฏิเสธของเขาต่อฉันคือคำพูดของเขาที่ว่า "อัลลอฮ์จะไม่ฟื้นคืนชีพฉันอีกครั้งเหมือนที่พระองค์ได้สร้างฉันในครั้งแรก และการสร้างครั้งแรกนั้นไม่ยากกว่าการฟื้นคืนชีพเลย" สำหรับการดูหมิ่นของเขาต่อฉันคือคำพูดของเขาที่ว่า "อัลลอฮ์มีบุตร" แต่ฉันคือหนึ่งเดียว ผู้เป็นที่พึ่ง ไม่มีบุตร และไม่ได้ถูกให้กำเนิด และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนกับฉันเลย""
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวในหะดีษกุดซีย์ว่า อัลลอฮ์ได้ทรงบอกเกี่ยวกับสภาพของผู้ตั้งภาคีและผู้ปฏิเสธศรัทธาว่าพวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์และอธิบายถึงพระองค์ด้วยคุณลักษณะเชิงลบและบกพร่อง ซึ่งพวกเขาไม่ควรที่จะกระทำเช่นนั้นเลย ส่วนการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาที่มีต่ออัลลอฮ์นั้นคือ : พวกเขาอ้างว่าอัลลอฮ์ไม่สามารถฟื้นคืนชีพพวกเขาได้อีกครั้งหลังจากการตายของพวกเขา เหมือนที่พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขามาตั้งแต่ครั้งแรกจากความว่างเปล่า อัลลอฮ์ได้ทรงตอบพวกเขาว่า พระองค์ผู้ทรงเริ่มสร้างจากความว่างเปล่าย่อมมีความสามารถที่จะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ซึ่งมันง่ายกว่าอีก ถึงแม้ว่าทุกอย่างสำหรับอัลลอฮ์แล้วมันจะเท่ากัน ทั้งการสร้างใหม่และการฟื้นคืนชีพ เพราะอัลลอฮ์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง และส่วนที่พวกเขาด่าทอนั้น พวกเขากล่าวว่า พระองค์ทรงมีบุตร อัลลอฮ์ได้ทรงตอบพวกเขาว่า พระองค์เป็นผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ทั้งในพระนาม คุณลักษณะ และการกระทำของพระองค์ ปราศจากข้อบกพร่องและตำหนิทั้งปวง ผู้ทรงเป็นที่พึ่งที่ไม่ต้องพึ่งใครและทุกคนต้องพึ่งพระองค์ ไม่เป็นบิดาและไม่เป็นบุตรของผู้ใด และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนและเท่าเทียมพระองค์ มหาบริสุทธิ์และสูงส่งจงมีแด่พระองค์