





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อัลลอฮ์ ตะอะลา ตรัสแก่ชาวนรกที่ถูกลงโทษอย่างเบาสุดในวันกิยามะฮ์ว่า หากว่าเจ้ามีสิ่งใดในแผ่นดิน เจ้าจะเอามันมาไถ่ตัวหรือไม่? เขาตอบว่า ไถ่ครับ อัลลอฮ์ ตรัสว่า ฉันต้องการจากเจ้าในสิ่งที่เบากว่านั้นอีกในขณะที่เจ้ายังอยู่ในกระดูกสันหลังของอาดัม นั่นคือเจ้าอย่าได้ตั้งภาคีอันใดต่อฉัน แต่เจ้ากลับปฏิเสธนอกจากเจ้าได้ตั้งภาคีต่อฉัน”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า พระเจ้าผู้ทรงอำนาจตรัสกับผู้คนที่ถูกทรมานน้อยที่สุดในนรกหลังจากเข้าไปในนั้น หากคุณครอบครองโลกและทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น คุณจะไถ่ถอน จากความทรมานนี้หรือไม่? และเขาพูดว่า: ใช่ ดังนั้นพระเจ้าตรัสว่า:เราได้ขอและสั่งให้เจ้าทำสิ่งที่ง่ายกว่านั้นเมื่อเราทำสัญญากับเจ้าขณะที่เจ้ายังอยู่ในร่างของอาดัม ว่าอย่าได้ตั้งหุ้นกับเรา แต่เจ้ากลับปฏิเสธและเมื่อเราได้นำเจ้าสู่โลกนี้ เจ้าก็ยังเลือกที่จะตั้งภาคี
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า : มีผู้คนกลุ่มหนึ่งได้ถามท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับหมอดู ท่านจึงตอบว่า “พวกเขาไม่ได้มีอะไรเลย” พวกเขากล่าวว่า “โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮฺ แต่ในบางครั้งพวกเขาพูดกับพวกเราด้วยกับอะไรบางอย่าง แล้วมันก็เป็นจริง ท่านเราะซูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า "คำพูดที่เป็นเรื่องจริงนั้นเป็นคำที่ญินไปแอบฟังมา แล้วกระซิบใส่หูของผู้ทำนายของเขาด้วยเสียงที่คล้ายกับเสียงไก่ขัน จากนั้นพวกมันก็เพิ่มคำโกหกมากกว่าร้อยข้อเข้าไป"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกถามเกี่ยวกับผู้ที่บอกเล่าเหตุการณ์ที่มองไม่เห็นในอนาคต แล้วท่านกล่าวว่า อย่าไปยุ่งกับพวกเขา และอย่าไปเชื่อในคำพูดของพวกเขา และเรื่องของพวกเขาไม่ได้สำคัญอะไรแก่พวกเจ้าเลย พวกเขากล่าวว่า "บางครั้ง คำพูดของพวกเขาก็ตรงกับความเป็นจริง เช่น ถ้าพวกเขาเล่าถึงเรื่องเร้นลับที่เกิดขึ้นในเดือนนั้นๆ ในวันนั้นๆ แล้วมันก็เกิดขึ้นตามที่พวกเขากล่าวไว้" แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า ญินได้ฉกฉวยเอาสิ่งที่พวกเขาได้ยินจากฟากฟ้า ดังนั้นพวกเขาจึงลงไปหาผู้ทำนาย และบอกพวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาได้ยิน จากนั้นผู้ทำนายก็เสริมสิ่งที่เขาได้ยินจากฟากฟ้าเป็นร้อยการโกหก.
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยนั่งบนพาหนะโดยมีมุอาซนั่งท้าย ท่านกล่าวว่า "โอ้มุอาซ เอ๋ย" เขากล่าวว่า " ครับท่านเราะซูลุลอัลลอฮฺ" ท่านกล่าวอีกว่า "โอ้มุอาซ เอ๋ย" เขาก็ตอบว่า"ครับท่านเราะซูลุลอัลลอฮฺ "ท่านกล่าวอีกว่า "โอ้มุอาซ เอ๋ย" เขาก็ตอบว่า "ครับท่านเราะซูลุลอัลลอฮฺ" สามครั้ง แล้วท่านก็กล่าวว่า "ไม่มีบ่าวคนใดที่กล่าวคำปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺด้วยความเชื่อมั่นในใจของเขา เว้นแต่อัลลอฮฺจะทำให้เขาเป็นที่ต้องห้ามสำหรับนรก" มุอาซถามว่า "โอ้ ท่านเราะซูลุลอัลลอฮฺ จะไม่ให้ฉันบอกข่าวดีนี้แก่คนอื่นๆ หรือ เพื่อพวกเขาจะได้พากันดีใจ?" ท่านก็ตอบว่า "เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่ทำอะไรเลย" และมุอาซก็ได้บอกเรื่องนี้ขณะที่เขากำลังจะสิ้นใจเพราะกลัวบาป (จากการปกปิดความรู้)
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมครั้งหนึ่งท่านมุอาซ บินญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ขี่สัตว์พาหนะอยู่ด้านหลังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านก็เรียกเขาว่า "โอ้ มุอาซ? ท่านได้เรียกซ้ำสามครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของสิ่งที่ท่านจะพูดกับเขา. และท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุ ก็ตอบทุกครั้ง โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายินดีตอบรับท่าน โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮฺ และข้าพเจ้าจะทำให้ท่านมีความสุข” นั่นคือ: ฉันตอบรับท่าน โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ตอบแล้วตอบอีก และฉันหวังความสุขสำหรับคำตอบของท่าน ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกเขาว่าไม่มีใครที่กล่าวคำปฏิญาณว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ" นั่นคือไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ และมูหัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ ด้วยความเชื่อมั่นจากใจของเขาโดยไม่โกหก ดังนั้น ถ้าเขาเสียชีวิตไปในสภาพนี้ อัลลอฮ์จะทำให้เขาเป็นที่ต้องห้ามสำหรับไฟนรก. ท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อต้องการบอกให้ผู้คนได้รู้ เพื่อให้พวกเขามีความสุข และรู้สึกดี ได้หรือไม่? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กลัวว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรเลย และการงานของพวกเขาจะลดน้อยลง ดังนั้นท่านมุอาซจึงไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้จนกระทั่งก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เพราะกลัวบาปที่เกิดจากการปกปิดความรู้
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พระผู้อภิบาลของเรา จะเสด็จลงมาสู่ชั้นฟ้าดุนยา ในช่วงเวลา หนึ่งส่วนสามสุดท้ายของกลางคืน แล้วพระองค์จะดำรัสว่า : ใครที่วิงวอนต่อข้า ข้าจะตอบรับแก่เขา ใครที่ขอต่อข้า ข้าจะให้แก่เขา ใครที่ขออภัยโทษจากข้า ข้าจะอภัยให้แก่เขา"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงจำเริญและสูงส่ง เสด็จลงมาทุกคืนสู่ท้องฟ้าดุนยา ในช่วงหนึ่งส่วนสามสุดท้ายของกลางคืน และพระองค์ทรงปรารถนาให้ผู้เป็นบ่าวของพระองค์วิงวอนขอต่อพระองค์ เพราะพระองค์จะตอบรับผู้ที่วิงวอนขอต่อพระองค์ และเร่งเร้าให้พวกเขาขอต่อพระองค์ซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการ เพราะพระองค์ทรงประทานให้แก่บรรดาผู้ที่ขอต่อพระองค์ และพระองค์ทรงวิงวอนพวกเขาให้ขออภัยโทษต่อบาปของพวกเขา เพราะพระองค์ทรงอภัยโทษให้กับปวงบ่าวของพระองค์ที่ศรัทธา.
จากอบูมัรษัด อัลเฆาะนะวีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกท่านอย่าได้นั่งบนหลุมฝังศพ และอย่าได้ละหมาดด้วยการหันไปทางมัน"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามไม่ให้มีการนั่งบนหลุมฝังศพ ดังที่ท่านห้ามไม่ให้ละหมาดหันหน้าไปทางสุสาน โดยที่สุสานนั้นอยู่ทางกิบละฮ์ เพราะมันเป็นสื่อที่นำไปสู่การตั้งภาคี
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า: ท่านหญิงอุมมุสะลามะฮ์ได้กล่าวถึงโบสถ์หลังหนึ่งแก่ท่านเราะซูลุลลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่นางได้เห็นในดินแดนอบิสซิเนีย มีชื่อเรียกว่ามาริยะฮ์ ดังนั้นนางจึงเล่าให้ท่านฟังถึงสิ่งที่นางได้เห็นในโบสถ์นั้น เกี่ยวกับรูปภาพต่างๆ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พวกเขาคือกลุ่มชนที่หากในหมู่พวกเขามีบ่าวที่ศอลิห์หรือคนศอลิห์เสียชีวิต พวกเขาก็จะสร้างมัสยิดบนหลุมศพของเขา และพวกเขาจะวาดภาพต่างๆ ในนั้น” พวกเขาคือกลุ่มชนที่ชั่วร้ายที่สุดสำหรับอัลลอฮ์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านหญิงอุมมุสะลามะฮ์ได้เล่าแก่ท่านเราะซูลุลลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรื่องราวเมื่อครั้นที่นางอยู่ในดินแดนอบิสซิเนีย นางได้เห็นโบสถ์หลังหนึ่งมีชื่อว่ามาริยะฮ์ ซึ่งในโบสถ์นั้นเต็มไปด้วยรูปภาพ เครื่องประดับ และรูปปั้นต่างๆ เป็นการแสดงถึงความประหลาดใจจากสิ่งที่เห็น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายถึงที่มาของบรรดารูปภาพเหล่านี้ ท่านนบี กล่าวว่า "แท้จริงบรรดาผู้ที่เจ้ากล่าวมานั้น เมื่อมีคนที่ศอลิห์ในหมู่พวกเขาเสียชีวิตไป พวกเขาจะสร้างมัสยิดบนหลุมศพของเขา พวกเขาจะละหมาดในนั้น และวาดรูปเหล่านั้นขึ้นมา และท่านได้อธิบายว่า ผู้ที่กระทำเช่นนั้นถือว่าเป็นคนที่ชั่วร้ายที่สุดสำหรับอัลลอฮ์ ตะอาลา เพราะการกระทำของเขานั้นนำไปสู่การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา.
จากอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อิสลามถูกสร้างขึ้นบนหลักห้าประการ คือ ปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมหมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ ดำรงการละหมาด จ่ายซะกาต บำเพ็ญหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์ และถือศีลอดในเดือนเราะมาฎอน”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้เปรียบเทียบศาสนาอิสลามกับอาคารที่แข็งแกร่งซึ่งมีเสาหลักห้าต้นที่รองรับอาคาร และคุณลักษณะอื่นๆ ที่เหลือของศาสนาอิสลามก็เหมือนกับองค์ประกอบเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์แบบของอาคาร หลักแรก: คำปฏิญาณทั้งสอง คือการปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดคือศาสนทูตของพระองค์และคำปฏิญาณทั้งสองถือเป็นเสาหลักอันเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ คือผู้เป็นบ่าวจะต้องกล่าวคำปฏิญาณทั้งสองด้วยการยอมรับถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ และความเป็นพระเจ้าที่มีสิทธิ์ได้รับการเคารพสักการะอย่างแท้จริงและไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะมีสิทธิ์นอกจากพระองค์เท่านั้น และปฏิบัติตามความต้องการของบทบัญญัติและศรัทธาในความเป็นเราะซูลของนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และปฏิบัติตามท่าน. หลักที่สอง: การดำรงการละหมาด คือการดำรงการละหมาดภาคบังคับทั้งห้าเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ได้แก่ ฟัจญ์รฺ(รุ่งเช้า) ดุฮรี่(เที่ยงวัน) อัศรี(เย็น) มัฆริบ(หลังดวงอาทิตย์ตกดิน) และอิชาอ์(ค่ำ) ตามเงื่อนไข องค์ประกอบ และสิ่งที่จำเป็นต่างๆ ของมันที่ต้องปฏิบัติ หลักที่สาม: การจ่ายซะกาตภาคบังคับ ซึ่งเป็นอิบาดะฮ์ที่เกี่ยวกับเงินทอง ที่วาญิบสำหรับทุกทรัพย์สินที่มีพิกัดครบตามจำนวนที่หลักศาสนากำหนดไว้ ซึ่งมอบให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับมัน. หลักที่สี่: การบำเพ็ญหัจญ์ คือ การมุ่งสู่มักกะฮ์เพื่อประกอบพิธีกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา หลักที่ห้า: การถือศีลอดในเดือนเราะมาฎอน ได้แก่ การงดการกิน การดื่ม และสิ่งอื่นๆที่ทำให้การถือละศีลอดนั้นเสีย ด้วยเจตนาเพื่อเป็นการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
จากท่านอบูสะอีดอัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ใครก็ตามในหมู่พวกท่านที่พบเห็นความชั่วอันใดอันหนึ่ง เขาก็จงเปลี่ยนแปลงมันด้วยมือของเขา หากเขาไม่มีความสามารถก็จงเปลี่ยนแปลงด้วยลิ้น (ด้วยคำพูดหรือการตักเตือน) ของเขา หากเขาไม่มีความสามารถก็จงเปลี่ยนแปลงด้วยใจ (ปฏิเสธด้วยใจ) ของเขา และนั่นคือการศรัทธาที่อ่อนแอที่สุด"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ใช้ให้ยับยั้งความชั่ว-คือทุกสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ทรงห้าม-เท่าที่มีความสามารถ ดังนั้นเมื่อเขาเห็นความชั่ว ก็จำเป็นสำหรับเขาในการยับยั้งมันด้วยการใช้มือของเขา หากมีความสามารถ แต่ถ้าไม่มีความสามารถในการใช้มือ ก็จงยับยั้งมันด้วยการใช้คำพูด ด้วยการห้ามเขา ชี้แจงถึงผลร้ายของความชั่วนั้นให้เขาฟัง และชี้แนะทางออกที่ดีกว่าให้แก่เขา และหากไม่มีความสามารถในการที่จะพูด ก็จงยับยั้งความชั่วนั้นด้วยหัวใจ ด้วยการแสดงถึงความไม่พอใจต่อความชั่วนั้น และตั้งเจตนาอย่างแน่วแน่ว่าหากมีความสามารถในการยับยั้ง ฉันทำแน่นอน การยับยั้งด้วยหัวใจนั้น แสดงถึงลำดับการศรัทธาที่อ่อนแอที่สุดในการยับยั้งความชั่ว
จากอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : มีชายคนหนึ่งถามท่านเราะซูลว่า "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ เราจะถูกลงโทษจากการกระทำของเราในยุคสมัยก่อนอิสลามหรือไม่?" ท่านตอบว่า "ผู้ใดกระทำความดีในยุคสมัยอิสลาม เขาจะไม่ถูกลงโทษสำหรับการกระทำของเขาในยุคสมัยก่อนอิสลาม หากแต่ผู้ใดกระทำความชั่วในยุคสมัยอิสลาม เขาจะถูกลงโทษทั้งการกระทำในยุคสมัยก่อนอิสลามและยุคสมัยหลังอิสลาม"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายถึงความประเสริฐของการเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม และผู้ใดที่เข้ารับอิสลาม และรักษาอิสลามของเขาเป็นอย่างดี มีความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ เขาจะไม่ถูกสอบสวนจากความชั่วที่พวกเขาได้กระทำไปในช่วงก่อนอิสลาม และผู้ใดที่ทำชั่วในช่วงหลังการเข้ารับอิสลาม โดยเขาเป็นคนกลับกลอกหรือทิ้งศาสนา เขาจะถูกสอบสวนจากความชั่วที่เขาได้กระทำไปทั้งในช่วงก่อนรับอิสลามและหลังการรับอิสลาม