





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "เมื่อคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าทำการอาบน้ำละหมาดและสวมถุงเท้าหนังของเขาทั้งสองข้าง เขาควรละหมาดด้วยสภาพที่สวมถุงเท้าหนังนั้นทั้งสองข้าง และลูบบนถุงเท้าเหล่านั้น แล้วอย่าถอดถุงเท้าออก ยกเว้นในกรณีที่มีญะนาบะฮ์"
บันทึกโดย อัด-ดารุกุตนีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า หากมุสลิมสวมถุงเท้าหลังจากอาบน้ำละหมาด แล้วน้ำละหมาดเสียหลังจากนั้นและต้องการอาบน้ำละหมาด เขามีสิทธิ์ที่จะลูบบนถุงเท้าหนังเหล่านั้นหากต้องการ และละหมาดในสภาพสวมถุงเท้าหนังและไม่ถอดออกตามระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่เขาจะมีญะนาบะฮ์ซึ่งจำเป็นที่เขาจะต้องถอดถุงเท้าและทำการชำระล้าง
จากอบู สะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ออกไปยังสถานที่ละหมาดในช่วงวันอีฎิ้ลอัดฮาหรือวันอีดิลฟิฏริ และเขาได้เดินผ่านบรรดาผู้หญิง แล้วกล่าวว่า : “โอ้บรรดาผู้หญิงทั้งหลาย พวกเธอจงบริจาคกันให้มากเถิด เพราะฉันเห็นว่าพวกเธอส่วนมากเป็นชาวนรก” พวกนางถามว่า: เพราะเหตุใดหรือ โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์? ท่านตอบว่า: “เพราะพวกเธอชอบสาปแช่ง และเนรคุณต่อสามี ฉันไม่เคยเห็นผู้มีสติปัญญาน้อยและศาสนาน้อยใดที่สามารถทำให้ผู้ชายที่มีความเด็ดขาดหลงใหลได้เท่ากับพวกเธอ” พวกนางถามต่อว่า: โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ การบกพร่องทางศาสนาและสติปัญญาของพวกเราเป็นเช่นใดหรือ? ท่านตอบว่า: "ก็การเป็นพยานของหญิงคนหนึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งในการเป็นพยานของผู้ชายไม่ใช่หรือ?" พวกนางตอบว่า: "ใช่" ท่านกล่าวว่า: “นี่แหละคือความบกพร่องทางสติปัญญา และหญิงมีเลือดประจำเดือนนั้นไม่ต้องละหมาดและไม่ต้องถือศีลอดมิใช่หรือ?” นางตอบว่า: "ใช่" ท่านกล่าวว่า: “นี่แหละคือความบกพร่องทางศาสนาของนาง”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ออกไปยังสถานที่ละหมาดในวันอีด และท่านได้สัญญากับบรรดาสตรีว่า จะมีเทศนาแก่พวกนางเป็นการเฉพาะ ดังนั้นท่านจึงได้ปฏิบัติมันในวันนั้น และท่านกล่าวว่า: โอ้ บรรดาสตรีทั้งหลาย จงบริจาคทานและขออภัยโทษให้มากๆ เพราะทั้งสองการงานนั้นเป็นวิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการขจัดบาป เนื่องจากแท้จริงแล้วในคืนแห่งการเดินทางกลางคืน(อัลอิสรออ์)นั้น ฉันเห็นพวกเธอเป็นชาวนรกจำนวนมาก สตรีผู้มีสติปัญญา ความเห็น และความสำรวมได้กล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ส่วนใหญ่ของชาวนรก เป็นพวกเราได้อย่างไร? เขาพูดว่า: เนื่องจากพฤติกรรมบางประการ คือที่เธอสาปแช่งและดูถูกกันอย่างมากมายและคุณปฏิเสธสิทธิ์ของสามี แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกถึงลักษณะของพวกนางเหล่านั้นว่า: ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นผู้ใดที่มีสติปัญญาและศาสนาที่บกพร่อง แต่สามารถเอาชนะผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด สติปัญญา ความรอบคอบ และความมั่นคงในหน้าที่ได้มากกว่าพวกเธอเลย นางกล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลลอฮ์ อะไรคือความบกพร่องทางสติปัญญาและศาสนา? เขากล่าวว่า: ในส่วนของการบกพร่องทางสติปัญญา เนื่องจากพยานของสตรีสองคนเทียบเท่ากับพยานของชายคนเดียว นี่คือการความบกพร่องของสติปัญญา และการบกพร่องทางศาสนาก็คือ การลดลงในการทำการงานที่ดี เนื่องจากพวกเธอใช้เวลาทั้งคืนและวันโดยไม่ละหมาดเนื่องจากมีประจำเดือน และพวกเธอละศีลอดในวันต่างๆ ของเดือนรอมฎอนเนื่องจากมีประจำเดือน นี่คือการบกพร่องทางศาสนา อย่างไรก็ตาม พวกเธอจะไม่ถูกตำหนิในเรื่องนั้น และพวกเธอก็จะไม่ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ด้วย เพราะมันมาจากต้นกำเนิด เช่นเดียวมนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติให้รักทรัพย์สิน รีบร้อนในเรื่องต่าง ๆ และขาดความรอบรู้… และอื่น ๆ อีก แต่ได้มีการตักเตือนถึงสิ่งเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้หลงใหลในสิ่งเหล่านั้น
จากอุมมุอะฏียะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา โดยที่นางได้เคยให้สัตยาบันกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นางกล่าวว่า: "พวกเราเคยไม่ถือว่าสีขุ่นและสีเหลืองที่(หลั่งออกมา)หลังจากหมดประจำเดือนแล้ว เป็นเลือดประจำเดือนแต่อย่างใด"
บันทึกโดย อบูดาวูดด้วยสำนวนนี้ และบันทึกโดยอัลบุคอรีย์ไม่มีสำนวน (หลังจากสะอาด)เศาะหาบะฮ์หญิงอุมมุอะฏียะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า บรรดาสตรีในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พวกนางไม่ถือว่าน้ำที่ออกมาจากช่องคลอดของหญิงที่มีสีออกจะดำๆ หรือสีเหลือง ภายหลังจากที่หมดประจำเดือนแล้ว เป็นเลือดประจำเดือน ดังนั้น พวกนางจะไม่ละทิ้งการละหมาดและการถือศิลอดด้วยสาเหตุดังกล่าว
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: แท้จริง อุมมุหะบีบะฮ์ บินติ ญะห์ชิน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของอับดุลเราะห์มาน บิน เอาฟ์ ได้ร้องเรียนต่อท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับเลือด(ที่ไหลออกมาตลอดเวลา) ท่านเราะซูลได้กล่าวแก่นางว่า “เธอจงหยุด(ประกอบศาสนกิจ)ตามระยะเวลาการมีประจำเดือน(ปกติ)ของเธอ หลังจากนั้น เธอจงอาบน้ำ(ยกหะดัษ)” จากนั้น เธอก็อาบน้ำก่อนทุกครั้งที่จะละหมาด
บันทึกโดย มุสลิมเศาะหะบะฮ์หญิงท่านหนึ่งได้ร้องเรียนต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับเลือดที่ไหลออกมาตลอดเวลา ท่านนบีจึงใช้ให้นางหยุดการละหมาดตามระยะเวลาประจำเดือนปกติของนางก่อนที่เหตุการณ์ฉุกเฉินนี้จะเกิดขึ้น หลังจากนั้นใช้ให้นางอาบน้ำ(ยกหะดัษ)และละหมาดปกติ จากนั้น นางก็อาสาอาบน้ำก่อนทุกครั้งที่จะละหมาด
รายงานจากอัมรุ บิน ซุลัยม์ อัลอันศอรีย์ กล่าวว่า: ฉันเป็นพยานในสิ่งที่อบูซะอีดได้กล่าวว่า: ฉันเป็นพยานในสิ่งที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า: "การอาบน้ำในวันศุกร์เป็นสิ่งจำเป็น(วาญิบ)สำหรับผู้ที่บรรลุศาสนบัญญัติทุกคน และให้เขาทำความสะอาดฟันและใส่น้ำหอม หากเขามี(น้ำหอม)"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้แจงว่า การอาบน้ำในวันศุกร์ถือเป็นสิ่งที่(ศาสนา)ได้เน้นหนักเหมือนกับเป็นสิ่งจำเป็น(วาญิบ)สำหรับผู้ชายมุสลิมที่บรรลุศาสนบัญญัติทุกคนที่จำเป็นจะต้องละหมาดวันศุกร์ และให้เขาทำความสะอาดฟันด้วยไม้ซีวาก เป็นต้น และใส่น้ำหอมที่มีกลิ่นหอมดี
จากอบูซะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ -ซึ่งเขาได้เคยร่วมสงครามกับท่านนบี 12 ครั้ง- เขากล่าวว่า "ฉันได้ยินสี่ประการซึ่งทำให้ฉันประทับใจจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านนบีกล่าวว่า: "ผู้หญิงอย่าได้เดินทางเป็นระยะทางสองวัน เว้นแต่จะมีสามีของเธอหรือมะห์ร็อมของเธออยู่ด้วย อย่าได้ถือศีลอดในสองวัน: อัลฟิฏริ และอัลอัฎฮา อย่าได้ละหมาดหลังจากละหมาดศุบฮ์ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น และอย่าได้ละหมาดหลังจากละหมาดอัศร์ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และอย่าได้ออกเดินทางยกเว้นไปยังมัสยิดสามแห่ง ได้แก่ มัสยิดหะรอม (มักกะฮ์) มัสยิดอัลอักศอ และมัสยิดของฉัน""
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามสี่ประการ ประการที่หนึ่ง ห้ามมิให้ผู้หญิงเดินทางเป็นระยะเวลาสองวัน โดยไม่มีสามีของเธอหรือมะห์ร็อมของเธอร่วมอยู่ด้วย มะห์ร็อม คือ บุคคลที่ห้ามแต่งงานกับเธออย่างถาวร เช่น ลูกชาย พ่อ หลานชายฝั่งพี่น้องชาย หลานชายฝั่งพี่น้องหญิง ลุงฝั่งพ่อ ลุงฝั่งแม่ เป็นต้น ประการที่สอง ห้ามถือศีลอดในวันอีดอัลฟิฏริ และวันอีดอัลอัฎฮา ไม่ว่าจะถือศีลอดตามคำบนบาน หรือสมัครใจ หรือการไถ่บาป ประการที่สาม ห้ามละหมาดซุนนะฮ์ (ละหมาดโดยสมัครใจ) หลังจากละหมาดอัศร์ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และหลังจากละหมาดศุบฮ์ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น ประการที่สี่ ห้ามเดินทางไปยังสถานที่ใดๆ โดยเชื่อว่าสถานที่นั่นมีความประเสริฐและมีผลบุญทวีคูณ ยกเว้นมัสยิดสามแห่ง ดังนั้น อย่าได้เดินทางไปยังมัสยิดอื่นเพื่อทำการละหมาด เพราะผลบุญมิได้ทวีคูณ ณ มัสยิดใดๆ นอกจากสามมัสยิดเท่านั้น ได้แก่ มัสยิดหะรอม (มักกะฮ์) มัสยิดนบี (มะดีนะฮ์) และมัสยิดอัลอักศอ
จากอุกบะฮ์ บิน อามิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: สามเวลาที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามเราละหมาดหรือฝังผู้ตายของเราในระหว่างนั้น: เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นปรากฏแสง จาง ๆ จนกระทั่งมันสูงขึ้น ช่วงเวลาเที่ยงจนดวงอาทิตย์เอียงลง และช่วงที่พระอาทิตย์เริ่มตกดินจนกว่าจะหายไป
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามสามเวลาในช่วงกลางวันจากการละหมาดสุนนะฮ์ (โดยสมัครใจ) หรือการฝังศพ: เวลาแรก: เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มขึ้นด้วยแสงจางๆ และนั่นคือช่วงที่ดวงอาทิตย์เริ่มออกจนกว่าจะขึ้นขนาดเท่าหอก ซึ่งใช้เวลาประมาณสิบห้านาที เวลาที่สอง: เมื่อดวงอาทิตย์อยู่กลางท้องฟ้า โดยจะไม่มีเงาจากด้านตะวันออกหรือตะวันตก จนกว่ามันจะหายไปจากกลางท้องฟ้า และเงาก็เริ่มปรากฏขึ้นจากด้านตะวันออกซึ่งเป็นเวลาละหมาดซุฮฺริ ซึ่งเป็นเวลาอันสั้น ใช้เวลาประมาณห้านาที เวลาที่สาม: เมื่อพระอาทิตย์เริ่มเอียง และเริ่มลับขอบฟ้าจนกระทั้งลับขอบฟ้าทั้งดวง
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าอย่าได้ทำการละหมาดด้วยผ้าผืนเดียว (โดยที่)บนบ่าของเขานั้นไม่มีอะไรเลย”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามผู้ที่ละหมาดโดยผ้าผืนเดียวมิให้เปลือยไหล่ทั้งสองข้าง คือบริเวณระหว่างหัวไหล่และคอของเขา โดยที่เขาไม่ได้สวมหรือตั้งสิ่งใดบนมันเพื่อปกปิดมัน เพราะถึงแม้ไหล่ทั้งสองไม่ใช่เอาเราะฮ์ก็ตาม แต่การปิดมันนั้น สามารถช่วยปิดส่วนที่เป็นเอาเราะฮ์ได้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงความเคารพและยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้าในขณะยืนต่อหน้าพระองค์ระหว่างการละหมาด
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนที่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในการละหมาด?” คำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับเรื่องนี้รุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งท่านได้กล่าวว่า “พวกเขาจงหยุดจากการกระทำนั้นเถิด มิเช่นนั้นสายตาของพวกเขาจะถูกพรากไปอย่างแน่นอน”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เตือนบรรดาผู้ที่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในการละหมาด เมื่อวิงวอน หรือ อย่างอื่น จากนั้นท่านได้เน้นย้ำถึงการห้ามนี้อย่างจริงจัง และได้กล่าวเตือนว่า ผู้ที่กระทำเช่นนั้นอาจต้องพบกับผลลัพธ์ที่รุนแรง นั่นคือ มีความเป็นไปได้ว่าสายตาของพวกเขาอาจถูกพรากไปอย่างรวดเร็วโดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัว และสุดท้ายพวกเขาจะสูญเสียความสามารถในการมองเห็น ซึ่งเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาเคยได้รับ