





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่เลี้ยงสุนัขที่ไม่ใช่สุนัขล่าสัตว์ ไม่ใช่สุนัขที่ใช้เฝ้าปศุสัตว์ เเละไม่ใช่สุนัขเฝ้าที่ดิน(ไร่นา) เเท้จริงจะพร่องลงไปสองกีร็อฏจากผลบุญของเขาในทุกๆวัน" ซาลิม กล่าวว่า: อบูฮุร็อยเราะห์เคยกล่าวว่า “หรือสุนัขทำสวน” และเขาเป็นเจ้าของสวน
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เตือนไม่ให้เลี้ยงสุนัข ยกเว้นเพื่อการล่าสัตว์ หรือดูแลปศุสัตว์และพืชผล และใครก็ตามที่เลี้ยงพวกมันไว้นอกเหนือจากนั้น สองกีรอฏจะถูกหักออกจากรางวัลสำหรับการงานของเขาทุกวัน ซึ่งเป็นจำนวนหนึ่งที่รู้จักกันดี ณ ที่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เข้าไปในมัสยิด และชายคนหนึ่งได้เข้าไปละหมาด จากนั้นได้ให้สลามต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังนั้นท่านจึงตอบกลับสลามและกล่าวว่า: “เจ้าจงกลับไปละหมาดใหม่ เพราะแท้จริงแล้วเจ้ายังไม่ได้ละหมาด” ดังนั้นเขาจึงกลับไปละหมาดใหม่ดั่งที่เขาเคยละหมาด แล้วเขาก็มาให้สลามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านก็ตอบกลับว่า: “เจ้าจงกลับไปละหมาดใหม่ เพราะแท้จริงแล้วเจ้ายังไม่ได้ละหมาด” ถึงสามครั้ง แล้วชายคนนั้นก็ได้กล่าวว่า: "ขอสาบานต่อผู้ที่ส่งท่านมาพร้อมกับความจริงว่า ฉันไม่สามารถทำสิ่งใดได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้นโปรดสอนฉันด้วยเถิด และท่านก็กล่าวว่า: “เมื่อเจ้ายืนขึ้นเพื่อละหมาด จงกล่าว “อัลลอฮ์ อักบัร” จากนั้นให้อ่านสิ่งที่ง่ายสำหรับเจ้าจากอัลกุรอาน แล้วจงรุกัวะจนกว่าท่านจะสงบในท่ารุกัวะ จากนั้นจงยืนขึ้นจนกระทั่งหลังของท่านตรง จากนั้นจงสุญูดจนกระทั่งท่านสงบในท่าสุญูด แล้วจงเงยหน้าขึ้นจนกระทั่งท่านสงบในท่านั่ง และจงปฏิบัติเช่นนี้ในทุกส่วนของการละหมาดของท่านทั้งหมด”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เข้าไปในมัสยิด และหลังจากนั้นมีชายคนหนึ่งเข้ามาและละหมาดสองร็อกอะฮ์อย่างรวดเร็ว เขาไม่สงบนิ่งในการยืน การรุกูั๊วะและการสุญูดของเขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จ้องมองเขาขณะละหมาด ดังนั้นเขาจึงเข้าไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขณะที่เขานั่งอยู่ข้างมัสยิด เขาก็ให้สลามท่านนบี แล้วท่านก็ตอบกลับสลาม และกล่าวกับเขาว่า: เจ้าจงกลับไปละหมาดใหม่เสีย เพราะแท้จริงแล้วเจ้ายังไม่ได้ละหมาด ดังนั้นเขาจึงกลับไปละหมาดโดยเร็วดังที่เขาเคยละหมาด แล้วเขาก็เข้ามาทักทายท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พูดกับเขาว่า: เจ้าจงกลับไปละหมาดใหม่เสีย เพราะแท้จริงแล้วเจ้ายังไม่ได้ละหมาด เป็นอยู่อย่างนั้นสามครั้ง ชายคนนั้นกล่าวว่า: ขอสาบานต่อผู้ที่ส่งท่านมาพร้อมกับความจริงว่า ฉันไม่สามารถทำสิ่งใดได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้นโปรดสอนฉันด้วยเถิด ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวแก่เขาว่า: เมื่อเจ้ายืนขึ้นเพื่อละหมาด ให้กล่าวตักบีเราะตุลอิห์รอม จากนั้นอ่านซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์และสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ให้เจ้าอ่าน แล้วทำการรุกั๊วะจนรู้สึกสงบนิ่งในการรุกูั๊วะ โดยวางฝ่ามือบนเข่าและยืดหลังตรงออก จากนั้นยกลำตัวขึ้นและเหยียดตรงจนกระทั่งกระดูกกลับคืนสู่ข้อต่อของมันและยืนตัวตรง แล้วทำการสุญูดจนรู้สึกสงบนิ่งในการสุญูด โดยการวางหน้าผาก จมูก มือทั้งสอง เข่าทั้งสองและปลายเท้าทั้งสองลงบนพื้น แล้วทำการลุกขึ้นนั่งจนรู้สึกสงบนิ่งในการนั่งระหว่างการสุญูดทั้งสอง แล้วทำเช่นนี้ในทุกร็อกอะฮ์ของการละหมาดของเจ้า
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “หากบ่าวมุสลิม -หรือผู้ศรัทธา- อาบน้ำละหมาดและล้างหน้าของเขา ความผิดบาปทุกอย่างที่เขามองด้วยตาของเขาจะหายไปจากหน้าของเขาพร้อมกับน้ำ - หรือ ด้วยน้ำหยดสุดท้าย-, ฉะนั้น เมื่อล้างมือแล้ว บาปทุกประการที่มือทำไว้ย่อมหลุดพร้อมกับน้ำ - หรือ ด้วยน้ำหยดสุดท้าย- ดังนั้น เมื่อล้างเท้า บาปทุกประการที่เท้านั้นกระทำย่อมหลุดพร้อมกับน้ำ - หรือ ด้วยน้ำหยดสุดท้าย- จนกว่าเขาจะสะอาดจากบาปเหล่านั้น"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าหากมุสลิมหรือผู้ศรัทธาทำการอาบน้ำละหมาดโดยทำการล้างหน้าของเขาในระหว่างการอาบน้ำละหมาด บาปเล็กๆ น้อยๆ ใดๆ ที่เขามองด้วยตาของเขาจะออกจากใบหน้าของเขาพร้อมกับน้ำที่ตกลงมาหลังจากการล้างนั้น หรือด้วยน้ำหยดสุดท้าย และถ้าเขาล้างมือ บาปเล็กๆ น้อยๆ ทุกชนิดที่กระทำด้วยมือของเขาก็จะหลุดออกจากมือพร้อมกับน้ำ หรือด้วยน้ำหยดสุดท้าย และเมื่อล้างเท้าแล้ว บาปเล็กๆ ทุกประการที่เท้านั้นกระทำย่อมหลุดพร้อมกับน้ำ หรือ ด้วยน้ำหยดสุดท้าย จนกว่าเขาจะสะอาดจากบาปเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเสร็จจากการอาบน้ำละหมาดนั้น
จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนเราในเรื่องของการละหมาดอิสติคอเราะฮ์ในเรื่องต่างๆ เหมือนดังเช่นที่ท่านสอนอัลกุรอานหนึ่งซูเราะฮ์ให้แก่พวกเรา ท่านบนีกล่าวว่า: "เมือใดที่คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านหวังในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จงละหมาดสองร็อกอะฮ์ ซึ่งเป็นการละหมาดที่ไม่ได้เป็นภาคบังคับ จากนั้นก็กล่าวว่า: ความว่า “โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอต่อพระองค์ช่วยคัดเลือกการงานนี้ อันเนื่องด้วยความรอบรู้ของพระองค์ ฉันขอให้มีความสามารถ อันเนื่องด้วยความสามารถของพระองค์ และฉันขอต่อพระองค์ให้ได้รับความโปรดปรานอย่างใหญ่หลวงของพระองค์ แท้จริง พระองค์ทรงกำหนด ด้วยฉันไม่มีความสามารถในการกำหนดใดๆ พระองค์ทรงรอบรู้ยิ่ง ในสิ่งที่ฉันไม่รู้และพระองค์ทรงรอบรู้ยิ่งถึงสิ่งเร้นลับ" "โอ้อัลลอฮ์ เมื่อพระองค์ทรงรู้ว่า การงานนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับฉัน ดีต่อศาสนาของฉันและดุนยาของฉัน อีกทั้งดีต่อการดำเนินชีวิตของฉัน และบั้นปลายชีวิตของฉัน ขอพระองค์ทรงโปรดกำหนดให้ฉันและให้เป็นเรื่องง่ายดายแก่ฉัน และทรงโปรดให้มีความจำเริญแก่ฉันในการงานนี้ด้วยเถิด” “โอ้อัลลอฮ์ เมื่อพระองค์ทรงรู้ว่าการงานนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดีสำหรับฉัน ไม่ดีต่อศาสนาของฉัน และการดำเนินชีวิตของฉัน ตลอดจนบั้นปลายแห่งการงานของฉัน ขอพระองค์ทรงโปรดให้มันพ้นไปจากฉันด้วยเถิด" หรือกล่าวว่า: "ในเรื่องนี้ ทั้งช้าและเร็ว โปรดให้มันพ้นไปจากเรา และเราห่างไกลจากมัน และขอพระองค์ทรงโปรดทรงกำหนดให้ฉันได้รับความดี ถ้าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นและขอพระองค์ทรงยินดีทรงพึงพอใจต่อฉันในเรื่องนี้ด้วยเถิด" และกล่าว่า: (และให้กล่าวถึงสิ่งที่ต้องการเลือกระหว่างมัน)
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์หากมุสลิมต้องการทำบางสิ่งโดยไม่รู้ว่าอะไรถูกต้อง ก็ถูกกำหนดให้เขาทำการละหมาดอิสติคอเราะห์ โดยที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สอนสหายของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ถึงการละหมาดนี้เหมือนกับที่เขาสอนซูเราะห์จากอัลกุรอานแก่พวกเขา โดยที่เขาจะละหมาดสองร็อกอะฮ์ นอกเหนือจากการละหมาดบังคับ จากนั้นจึงวิงวอนต่อพระเจ้า โดยกล่าวว่า: ((โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอต่อพระองค์ช่วยคัดเลือกการงานนี้)) เพื่อขอความสำเร็จในสิ่งที่ดีที่สุดจากสองสิ่ง และข้าพระองค์ขอจากพระองค์ ((ด้วยความรู้ของพระองค์)) อันกว้างขวางที่ครอบคลุมทุกสิ่ง ((และฉันขอให้มีความสามารถ)) เพื่อทำให้ข้าพระองค์มีความสามารถ โดยไม่มีพลังอำนาจใดแก่ฉัน เว้นแต่แด่พระองค์เท่านั้น ((ด้วยความสามารถอันทรงพลังของพระองค์)) อันไร้ขีดจำกัด เพราะไม่มีสิ่งใดที่เกินความสามารถของพระองค์ ((และฉันขอความกรุณาจากพระองค์ด้วยความโปรดปรานจากพระองค์)) และความดีจากพระองค์ ((ที่ยิ่งใหญ่)) กว้างขวาง โดยการให้ของพระองค์ คือความโปรดปรานจากพระองค์ และไม่มีใครมีสิทธินี้ เว้นแต่พระองค์เท่านั้น ((เพราะแท้จริงพระองค์ทรงมีความสามารถ)) ในทุกสิ่ง และฉันอ่อนแอและทำอะไรไม่ได้ ((และฉันไม่สามารถ)) ทำอะไรได้นอกจากด้วยความช่วยเหลือของพระองค์((และ)) พระองค์ ((ทรงรู้)) ด้วยความรู้อันครอบคลุมของพระองค์ ซึ่งล้อมรอบสิ่งที่ปรากฏและสิ่งที่ซ่อนอยู่ และความดีและความชั่ว ((และ)) ฉัน ((ไม่รู้อะไร)) เลยนอกจากด้วยการชี้แนะและทางนำจากพระองค์ ((พระองค์คือผู้รอบรู้ในสิ่งเร้นลับ)) ดังนั้นพระองค์มีความรู้ที่สมบูรณ์ และอำนาจที่มีประสิทธิผล และไม่มีผู้ใดมีสิ่งนั้น นอกจากสิ่งที่พระองค์ได้กำหนดไว้สำหรับเขา และสิ่งที่พระองค์ได้มอบอำนาจให้เขากระทำ จากนั้น มุสลิมวิงวอนต่อพระเจ้าของเขา และบอกความต้องการของเขา และกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า” ฉันได้ฝากกิจการของฉันไว้กับพระองค์ แล้ว “หากพระองค์ทรงทราบ” ด้วยความรู้ของพระองค์ ว่าเรื่องนี้ “และระบุความต้องการของเขา” นั้น เช่นซื้อบ้านหลังนี้ ซื้อรถคันนี้ หรือแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ หรืออะไรก็ตาม .. ถ้าเรื่องนี้พระองค์รู้อยู่แล้วว่า “เป็นผลดีต่อฉันในศาสนาของฉัน” ซึ่งเป็นการพิทักษ์กิจการของฉัน “และความเป็นอยู่ของฉัน” ในโลกนี้ “และผลแห่งกิจการของฉัน” และกิจการของฉันที่เสนอสู่พระองค์ หรือกล่าวว่า: "ในเรื่องของฉันเร็วๆนี้ หรือที่ช้าออกไป" ในโลกนี้และโลกหน้า; “ขอพระองค์ทรงกำหนดสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น” และจงจัดเตรียมมันและทำให้มันง่าย "สำหรับฉัน" ง่ายดาย "และทำให้มันสะดวกสำหรับฉัน" "หลังจากนั้นขอให้มีความจำเริญ" และทวีคูณความดี "สำหรับฉันในนั้น" "และหากพระองค์ทรงรู้อยู่แล้ว" ข้าแต่พระเจ้า "เรื่องนี้" ที่ฉันทรงขอคำแนะนำนั้น "ไม่ดีต่อศาสนาของฉัน การดำรงชีวิตของฉัน และผลแห่งการงานของฉัน - หรือเขากล่าวว่า: ในชีวิตปัจจุบันและอนาคตของฉัน - จงละทิ้งมันไปจากฉัน และหันฉันออกไปจากมัน และกำหนดสิ่งที่ดีสำหรับฉัน ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ใด ก็ขอให้ฉันพอใจด้วยมัน” กับทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนด ทั้งที่ข้าพระองค์ชอบและไม่ชอบ.
จากอบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “โอ้ อบูสะอีด ผู้ใดที่พอใจกับอัลลอฮ์ในฐานะพระเจ้าของเขา อิสลามเป็นศาสนาของเขา และมูฮัมหมัดในฐานะศาสดาของเขา สวรรค์ย่อมเป็นที่แน่ชัดสำหรับเขา” ดังนั้น อบูสะอีด จึงประหลาดใจกับสิ่งนี้ เขาจึงกล่าวว่า จงกล่าวให้แก่ฉันอีกครั้งเถิด โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ เขาก็ทำเช่นนั้น จากนั้นเขาก็กล่าวว่า: “และอีกเรื่องหนึ่งซึ่งบ่าวคนหนึ่งจะถูกยกระดับของเขานับร้อยระดับในสวรรค์โดยความห่างระหว่างทุกสองระดับนั้น ราวฟ้ากับดิน" เขาจึงถามว่า: อะไรหรือโอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์เอ่ย? ท่านนบีตอบว่า: “การญิฮาดเพื่อพระเจ้า การญิฮาดเพื่อพระเจ้า”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่อบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ใครก็ตามที่ศรัทธาในอัลลอฮ์และพอใจกับพระองค์ในฐานะพระเจ้า เจ้าของ ผู้ครอบครองและผู้บังคับบัญชา และเชื่อในศาสนาอิสลามในฐานะศาสนาโดยการยอมจำนนต่อคำสั่งและข้อห้ามทั้งหมด และเชื่อในท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในฐานะศาสดา พร้อมทุกสิ่งที่เขาถูกส่งและถ่ายทอดมา สวรรค์เป็นที่ยืนยันสำหรับเขา และอบูสะอีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ประหลาดใจกับสวรรค์นั้น เขากล่าวว่า: ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ จงกล่าวให้แก่ฉันอีกครั้งเถิด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้กล่าวว่า: ฉันมีคุณลักษณะอีกอย่างหนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงยกบ่าวขึ้นหนึ่งร้อยระดับในสวรรค์ ระยะห่างระหว่างทุก ๆ สองระดับนั้นก็เหมือนกับระยะห่างระหว่างฟ้ากับดิน อบูสะอีดกล่าวว่า: มันคืออะไรหรือ โอ้ท่านศาสนทูตแห่งพระผู้เป็นเจ้า? เขากล่าวว่า: การญิฮาดเพื่อพระเจ้า การญิฮาดเพื่อพระเจ้า
จากอบูสะอีดอัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "บ่าวคนใดที่ถือศีลอดหนึ่งวันในหนทางของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์จะทรงให้ใบหน้าของเขาห่างไกลจากไฟนรกมีระยะห่างถึง 70 ปี"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่าผู้ใดก็ตามที่ถือศีลอดในหนึ่งวันในระหว่างการญิฮาด และมีบางรายงานระบุว่า ในการญิฮาดและสถานะการณ์อื่น ๆ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ต่ออัลลอฮ์ และแสวงหารางวัลและการตอบแทนจากพระองค์ ดังนั้นโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ พระองค์จะทรงทำให้ระหว่างเขากับไฟนรกมีระยะห่างเป็นเวลา 70 ปี
จากซะฮัล บิน สะอัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "มนุษย์ยังคงอยู่ในความดีตราบใดที่พวกเขารีบเร่งในการละศีลอด"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แจ้งว่าผู้คนจะยังคงอยู่ในความดีต่อไปตราบใดที่พวกเขารีบละศีลอดหลังจากแน่ใจแล้วว่าดวงอาทิตย์ได้ตกแล้ว สิ่งนี้เป็นการปฏิบัติตามซุนนะฮ์และการยึดมั่นในขอบเขตของมัน
จากอบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ในขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อยู่กับพวกเรา เราได้เคยออกซะกาตุลฟิตเราะห์ ให้เด็กและผู้ใหญ่ ผู้เป็นไทหรือเป็นทาส เป็นอาหาร(แป้ง)หนึ่งศออ์ หรือชีสเเข็งหนึ่งศออ์ หรือข้าวบาร์เลย์หนึ่งศออ์ หรือผลอินทผาลัมหนึ่งศออ์ หรือลูกเกดหนึ่งศออ์ เราได้ปฎิบัติอย่างนี้ตลอด จนกระทั่ง มุอาวิยะฮ์ บิน อบีซุฟยาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ มาหาเราในฐานะผู้ที่ทำฮัจญ์ หรือผู้ที่ทำอุมเราะห์ และเขาได้พูดคุยกับผู้คนบนมิมบัร และสิ่งที่เขาพูดกับผู้คนคือ: ฉันเห็นว่าข้าวสาลีสองมุดของชาวเมืองชามเท่ากับอินทผลัมหนึ่งศออ์ ดังนั้นผู้คนจึงยอมรับสิ่งนั้น อบูสะอีด กล่าวว่า : สำหรับฉัน ฉันยังคงจ่ายมันตามวิธีที่ฉันเคยจ่าย ฉันจะทำมันตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมชาวมุสลิมจ่ายซะกาตฟิตเราะห์ในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และในสมัยของคอลีฟะห์ แทนผู้ที่เป็นเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยปริมาณอาหารหนึ่งศออ์ อาหารของพวกเขาคือข้าวบาร์เลย์ ลูกเกด คือ: องุ่นแห้ง และ ชีสแข็ง คือ: นมแห้งและอินทผลัม ปริมาณของหนึ่งศออ์ คือสี่มุด และหนึ่งมุดเท่ากับหนึ่งกอบมือเต็มของคนที่มีขนาดรูปร่างปานกลาง เมื่อมุอาวิยะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ มาที่เมืองมะดีนะฮ์ในขณะที่เขาเป็นคอลีฟะฮ์ และในขณะนั้นข้าวสาลีของเมืองชามมีมากมาย เขาได้ทำการคุตบะห์ โดยกล่าวว่า: ฉันเห็นว่าข้าวสาลีของชาวเมืองชามสองมุด(ครึ่งศออ์)เทียบเท่ากับอินทผลัมหนึ่งศออ์ ดังนั้นผู้คนก็ต่างพากันถือปฏิบัติตามนั้น อบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: สำหรับฉัน ฉันจะจ่ายมันต่อไปเหมือนที่ฉันเคยจ่ายในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตราบเท่าที่ฉันมีชีวิตอยู่
จากซัยด์ บิน ษาบิต เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เราทานอาหารซะฮูรร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นท่านนบีก็ลุกขึ้นขึ้นเพื่อไปละหมาด ฉันกล่าวว่า: ระหว่างการอาซานและการทานซะฮูรนั้นมีระยะเวลาห่างกันเท่าใด? ท่านนบีตอบว่า : ประมาณห้าสิบโองการ
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมบรรดาเศาะฮาบะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม บางคน รับประทานอาหารซูฮูรร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ลุกขึ้นเพื่อไปละหมาดฟัจญ์ริ อนัสกล่าวกับซัยด์ บิน ษาบิต เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า: ระยะเวลาระหว่างการอะซานและการสิ้นสุดการทานซะฮูรคือเท่าใด? ซัยด์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เท่ากับการอ่านอายะฮ์กุรอานที่มีความยาวปลานกลาง ประมาณ 50 อายะฮ์ ที่ไม่ยาวเกินไป ไม่สั้นเกินไป และไม่เร็วเกินไปหรือไม่ช้าเกินไป